เดิมวัดพิชโสภาราม ตั้งอยู่ ณ บริเวณที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านแก้งเหนือในปัจจุบันนี้ ซึ่งห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันประมาณ ๓๐ เมตร โดยมีหลวงตาจันทร์ร่วมกับชาวบ้านสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๖ ในบริเวณเนื้อที่ ๕ ไร่ และตั้งชื่อวัดว่า วัดบ้านแก้ง หลวงตาจันทร์เป็นเจ้าอาวาสมา จนถึง พ.ศ.๒๔๖๓ ก็มรณภาพลง แล้วมีเจ้าอาวาสสืบมาเป็นลำดับ จนถึง พ. ศ. ๒๔๖๗ ดังนี้ คือ
๑. หลวงตาเข็ม
๒. หลวงตาสี หาเทพ
๓. หลวงตาพรหม
๔. พระแดง
๕. พระคูณ

รูปศาลาหลังเก่า
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๘ หลวงตาบุญมี พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้จับจองที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา แล้วย้ายวัดจากที่นั่นมาตั้ง ณ ที่เป็นวัดปัจจุบันนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยตั้งชื่อว่า วัดพิชโสภาราม พร้อมกับสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง เสร็จแล้ว หลวงตาบุญมีก็ลาสิกขาบท พระอาจารย์เคน ได้เป็นเจ้าอาวาสแทน และสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง ได้เปิดสอนมูลกัจจายขึ้น มีพระภิกษุสามเณรมาสมัครเรียนประมาณปีละ ๔๐ รูป นับว่าเป็นสมัยที่รุ่งเรืองมาก

พื้นที่สร้างวัด
พ.ศ. ๒๔๗๘ พระอาจารย์ เคนก็ลาสิกขาบท
กลางปี พ.ศ.๒๔๗๘ ชาวบ้านได้ไปอาราธนานิมนต์พระอาจารย์โสม จากวัดบ้านพนาอำเภอพนา มาเป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง และได้จัดตั้งสำนักศาสนศึกษาแผนกธรรมขึ้นเมื่อ พ. ศ. ๒๔๘๐
พ.ศ. ๒๔๘๑ วัดบ้านแก้งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เนื้อที่ ๑ ไร่ และได้รับอนุญาตให้ตั้งชื่อวัดว่า วัดพิชโสภาราม และท่านพระอาจารย์โสม ก็ได้เริ่มสร้างพระอุโบสถ ขนาด ๙,๑๗ เมตรแต่สร้างไม่เสร็จ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๕ พระอาจารย์โสมก็ได้อพยพไปอยู่ประเทศลาว พระอาจารย์อ่อนได้เป็นเจ้าอาวาสแทนอีก ๒ ปี ก็ลาสิกขาบทอีก ในระหว่างอาจารย์อ่อนมาเป็นเจ้าอาวาส ได้เชิญโยมคุณพ่อมหาจิตร บุอ่อน เปรียญ ๖ ประโยคมาเป็นผู้สอนบาลีไวยากรณ์แก่พระภิกษุสามเณร ทำการสอนอยู่ ๒ ปี ก็ล้มเลิกไป

อุโบสถ
พ.ศ.๒๔๘๙ พระอาจารย์คำพันธ์ ได้เป็นเจ้าอาวาสได้สร้างพระอุโบสถต่ออีกจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๔ แต่ก็ไม่เสร็จ และได้ลาสิกขาบทไป พระอาจารย์คำเวิน มาเป็นเจ้าอาวาสได้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง และสร้างพระอุโบสถต่อจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๒ ก็ยังไม่เสร็จ ต่อมาพระอาจารย์คำเวิน ก็ลาสิกขาบทไป
พ.ศ. ๒๕๐๒ ชาววัดและชาวบ้านได้ไปอาราธนานิมนต์พระอาจารย์บุญเรือง สารโท มาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม

พระอาจารย์บุญเรือง สารโท
พ.ศ. ๒๕๐๓ พระอาจารย์บุญเรือง สารโท ได้พร้อมด้วยพระภิกษุ สามเณร และชาวบ้าน สร้างอุโบสถขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๕ เมตร ต่อจากเดิมที่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ สิ้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และได้ทำพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๑๑

พ.ศ. ๒๕๐๕ พระอาจารย์บุญเรือง สารโท ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลขามป้อม ได้สร้างกุฏิ ขนาด ๔ x ๙ เมตร ๑ หลัง
พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง ณ วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๙ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๗,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๘ พระอาจารย์บุญเรือง สารโท ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพิชโสภาราม ได้ปฏิสังขรณ์กุฏิและศาลาการเปรียญหลังเก่า โดยรื้อออกมาสร้างขึ้นใหม่ ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สิ้นเงินประมาณ ๒๘,๐๐๐บาท
พ.ศ. ๒๕๐๙ พระอาจารย์บุญเรือง สารโท ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ของตำบลขามป้อม อนึ่ง เนื่องจากในปีนี้ บ้านแก้งเหนือ เดิมมีชื่อเพียงว่า บ้านแก้ง เท่านั้น แต่เนื่องจากที่ตำบลม่วงใหญ่ ซึ่งเดิมอยู่ในเขตความปกครองของอำเภอเขมราฐ (ปัจจุบันเป็นอำเภอโพธิ์ไทร) มีหมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีชื่อพ้องกันว่า บ้านแก้ง เหมือนกัน ทางราชการจึงได้ตั้งบ้านแก้ง ในเขตปกครองของตำบลขามป้อมเป็นบ้าน แก้งเหนือ และเรียกบ้านแก้งในเขตตำบลม่วงใหญ่ว่า บ้านแก้งใต้ และบ้านแก้งเหนือได้รับอนุญาต ให้ตั้งเป็นตำบลแก้งเหนือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา
พ.ศ. ๒๕๑๒ ชาวบ้านและทางวัด ได้ร่วมกันสร้างกุฏิสำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๓ เมตร จำนวน ๑๖ หลัง ราคา ๖๔,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ ชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ซื้อที่ดิน เพื่อขยายบริเวณวัดออกไปทางทิศเหนือ เนื้อที่ ๑ งาน ราคา ๓,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้จัดตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้น เพื่อฝึกอบรมทั้งด้าน สมถกรรมฐาน และด้านวิปัสสนากรรมฐาน แก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกา มีผู้มารับการอบรมครั้งแรก จำนวนถึง ๒๘๐ คน และดำเนินกิจการดังกล่าวมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

๒๑ ปีต่อมา (ภาพปี ๒๕๑๕ ไม่มีใครถ่ายครับ)
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้สร้างกุฏิ สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๓ เมตร จำนวน ๘ หลัง สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๙,๐๐๐ บาท

พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้ซื้อที่ดินจำนวน ๑ แปลง ขนาด ๔ ไร่ เพื่อสร้างสถานีอนามัยประจำหมู่บ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สิ้นเงิน ๔,๓๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้รับความอนุเคราะห์จากหน่วยทรัพยากรธรณีมาขุดเจาะบ่อบาดาลขึ้นที่วัด ชาวบ้านสละแรงงาน และสละทรัพย์ซื้ออุปกรณ์ติดตั้งระบบน้ำประปา และติดตั้งถังเก็บน้ำ คิดเป็นเงินประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๘ ทางวัดร่วมกับ โรงเรียนบ้านแก้งเหนือ จัดฝึกอบรมสั่งสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เพื่อให้มาเรียนธรรมศึกษา และหลักปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา จนเด็กที่มาศึกษาเล่าเรียนเมื่อจบชั้น ป.๖ ไปแล้ว จะมีความรู้ชั้นธรรมศึกษาชั้นโทเป็นอย่างต่ำ และกิจกรรมอันนี้ ได้ปฏิบัติต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๒๐ พระภิกษุ สามเณร พร้อมทั้งชาวบ้าน ได้ร่วมกันสร้างกำแพงวัด ด้วยอิฐถือปูน ขนาด สูง ๒ เมตร ยาว ๔๒๐.๖๐ เมตร โดยสละแรงงาน และทุนทรัพย์ เพื่อซื้อวัสดุอุปกรณ์ ราคา ๒๗,๔๓๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๑ ชาวบ้านแก้งเหนือ และชาวกรุงเทพมหานครได้ร่วมกันสละทรัพย์ซื้อที่ดิน เนื้อที่ ๘ ไร่ ๓๐ ตารางวา เป็นราคา ๓๐,๐๐๐ บาท ให้เป็นสมบัติของวัด
อนึ่ง ที่ดินแปลงนี้ได้แบ่งให้ทางราชการสร้างสถานีอนามัย ประจำตำบลแก้งเหนือ บนเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่เศษ
พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้สร้างห้องน้ำ ห้องสุขา ด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๘,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๒ พระภิกษุ สามเณร ได้ร่วมกับชาวบ้าน สร้างที่พักแม่ชี และกำแพงวัด ด้วยอิฐถือปูน ขนาดสูง ๒ เมตร ยาว ๒๘๗ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๔๗,๓๖๔ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๓ ชาวบ้านแก้งเหนือ และชาวบ้านใกล้เคียง ได้ร่วมกันสร้างกฏิ ขนาด ๒ X ๓ เมตร จำนวน ๑๕ หลัง ขนาด ๔ x ๕ เมตร จำนวน ๑ หลัง ขนาด ๓.๕ X ๔ เมตร จำนวน ๑ หลัง แต่ละหลังสร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สิ้นเงินประมาณ ๘๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้สร้างที่พักแม่ชี และห้องสุขาเพิ่มอีก โดยหลวงตาสนั่น ตปสีโล จากจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเจ้าภาพ สิ้นเงินจำนวน ๑๖,๖๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๕ พระครูกิตติชัยวัฒน์ เจ้าคณะตำบลเขมราฐ กับท่านพระครูมงคลญาณโสภิต รองเจ้าคณะอำเภอเขมราฐในสมัยนั้น พร้อมด้วยญาติโยมชาวเขมราฐ ชาวคณะวัดสวนส้ม จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านห่องไผ่ บ้านนาหนองทุ่ง บ้านสนมหมากหญ้า และชาวบ้านแก้งเหนือ ได้ร่วมกันสร้างกุฏิ สำหรับผู้มาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ขนาด ๒ X ๓ เมตร จำนวน ๓๘ หลัง ราคาจำนวน ๒๒๘,๐๐๐ บาท
และในปีนี้ ส.ส.ดุสิต โสภิตชาได้สนับสนุนเงินงบประมาณ ร่วมกับชาวบ้านสร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ชั้นเดียวสร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี พื้นคอนกรีต ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๓๕,๔๗๕ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๖ มีพระภิกษุสามเณรจากที่ต่าง ๆ เดินทางมาเพื่อศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติธรรมจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาคารเรียนไม่เพียงพอ ชาวบ้านแก้งเหนือ และชาวบ้านใกล้เคียง ได้ร่วมกันสละแรงงาน สละทุนทรัพย์ ซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มอีก ๑ หลัง ขนาด ๗ X ๓๐ เมตร ชั้นเดียวสร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี พื้นคอนกรีต สิ้นเงิน ๔๘,๖๓๐ บาท
พร้อมกันนี้ ชาววัดและชาวบ้านก็ได้สร้างโต๊ะเรียน เก้าอี้นั่งเรียน สำหรับไว้ใช้ในห้องเรียน จำนวน ๒๕๐ ชุด เป็นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้สร้างกุฏิขึ้น สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร จำนวน ๓๐ หลัง สิ้นเงินในการก่อสร้างประมาณ ๒๓๔,๕๐๐บาท
สร้างกุฏิ ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร ประเภทยกพื้นสูงเป็นแบบ ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง สิ้นเงินในการก่อสร้าง ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้นิมนต์ พระอาจารย์เล้ง จนฺทูปโม ซึ่งเรียนจบมหาอภิธรรมบัณฑิต จากกรุงเทพฯ มาเปิดสอนพระปริยัติธรรม แผนกอภิธรรม นอกจากนี้ก็ได้นิมนต์ พระมหาอำคา จนฺทสาโร เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ปัจจุบันเป็นพระครูปริยัติวรกิจ) มาสอนบาลีแก่พระภิกษุสามเณรซึ่งในปีแรกนั้น มีนักเรียนจำนวน ๔๗ รูป
นอกจากนั้น ก็ได้สร้างกุฏิ ขนาด ๒ X ๓ เมตร จำนวน ๑ หลัง ขนาด ๕ X ๖ เมตร จำนวน ๑ หลัง รวมเป็นเงิน ๑๑๗,๐๐๐ บาท

พระอาจารย์ เล้ง จนฺทูปโม
พ.ศ ๒๕๒๙ ได้สร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมเพิ่มขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๗ X ๓๐ เมตร ชั้นเดียว มุงสังกะสี เป็นเงินจำนวน ๕๕,๐๐๐บาท
และในปีนี้ ทางวัดร่วมกับชาวบ้านแก้งเหนือ สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สูง ๔ เมตร ใช้ข้ามลำห้วยบังโกย และทำให้เป็นที่เก็บกักระบายน้ำไปในตัวด้วย สิ้นเงิน ๒๗๓,๐๕๐ บาท
ได้สร้างกุฏิขึ้น สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี จำนวน ๓ หลัง ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๔ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้างถังเก็บน้ำฝนด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง ๑.๒๐ เมตร สูง ๓ เมตร จำนวน ๒ ถัง สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๕,๐๐๐ บาท
สร้างกำแพงแก้ว รอบอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดสูง ๑.๒๐ เมตร ยาว ๑๖๘ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๗๓,๗๓๐ บาท
ชาววัด และชาวบ้าน ได้ร่วมกันสร้างกุฏิ ขนาด ๕ X ๖ เมตร สูง ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง และขนาด ๔ X ๕ เมตร จำนวน ๓ หลัง แต้ละหลังสร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี เพื่อเป็นที่พักอาศัย ของคณะครูผู้สอนพระปริยัติธรรม สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๗๔,๐๐๐ บาท
ได้สร้างโต๊ะเรียน และเก้าอี้ โดยโครงเป็นเหล็ก ส่วนพื้นเป็นไม้ เพิ่ทอีก จำนวน ๑๕๐ ชุด สิ้นเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๑ คณะศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์และบรรพชิต มีความเห็นเป็นอันเดียวกันว่า กุฏิที่ท่านเจ้าอาวาสอาศัยอยู่นั้นทรุดโทรมไปมาก สมควรได้รับการปรับปรุงใหม่ จึงได้พากันรื้อหลังเก่าซึ่งเป็นไม้ ๒ ชั้น แล้วสร้างกุฏิหลังใหม่ ซึ่งสร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง พื้นปูกระเบื้อง โครงหลังคาเป็นเหล็ก ส่วนเสา และคานล่างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรวดทรงออกไปแนวทรงไทยประยุกต์ ขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๔๒ เมตร สูง ๙ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๑,๖๔๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๒ ชาววัด และชาวบ้านร่วมกันสร้างทำนบกั้นน้ำลำห้วยบังโกย ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ ๑ ตำบลแก้งเหนือ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง ๑.๕๐ เมตร ยาว ๑๓ เมตร สูง ๖ เมตร สิ้นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
ได้สร้างห้องสมุดประจำโรงเรียนพระปริยัติธรรม สร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๗ เมตร ชั้นเดียว สิ้นเงินประมาณ ๒๕,๓๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ วัดพิชโสภาราม ได้รับเลือกให้เป็นศูนย์คฤหัสถ์ วัด ราชการ (ค.ว.ร.) ตามโครงการอีสานเขียว ดังนั้นทางวัดจึงได้สนองนโยบายในการเพิ่มรายได้แก่ประชาชน ด้วยการสร้างอาคารหลังหนึ่ง เพื่อใช้เป็นโรงฝึกเจียระไนพลอย อาคารนี้มีขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร สูง ๖ เมตร ผนังก่อด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี และโครงหลังคาเป็นเหล็กสิ้นเงินในการก่อสร้าง จำนวน ๒๑๒,๗๐๐ บาท พร้อมกันนี้ก็ได้จัดหาเครื่องเจียระไนพลอย และอุปกรณ์การเจียระไนพลอย จำนวน ๔๐ ชุด เป็นเงินจำนวน ๔๓๗,๐๐๐ บาท
นอกจากนี้ ก็ได้เปิดโรงเย็บเสื้อผ้าให้แก่เยาชนผู้ที่มีความถนัดในด้านนี้ เพื่อเป็นการหารายได้อีกทางหนึ่งด้วยการซื้อจักรเย็บผ้าแบบใช้ไฟฟ้า จำนวน ๗๕ เครื่อง จักรเย็บผ้า แบบอุตสาหกรรม จำนวน ๑๕ เครื่อง และอุปกรณ์การเย็บผ้า คิดเป็นเงินจำนวน ๓๙๐,๑๐๐ บาท และได้เชิญช่างเย็บผ้าผู้ชำนาญภายในหมู่บ้าน มาเป็นพี่เลี้ยงสอนการเย็บผ้า จำนวน ๕ คน มีเยาวชนเข้ารับการฝึกเย็บผ้า จำนวน ๖๒ คน
ในช่วงปลายปี คณะศิษยานุศิษย์จากทุกแห่งของประเทศ โดยมีคณะศิษย์จากจังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพฯ เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อซื้อที่ดิน ซึ่งเป็นของนางกิมสมุทร พาดี ติดกับเขตวัดด้านทิศตะวันออก จำนวน ๒๔ ไร่ เป็นเงินจำนวน ๖ ๐๐,๐๐๐ บาท

โรงเจียระไนพลอย
พ.ศ. ๒๕๓๔ คณะเจ้าภาพจากจังหวัดสมุทรปราการ ได้มาสร้างกุฏิไว้ที่วัดพิชโสภาราม เพื่อเป็นที่พักของพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักศึกษา จำนวน ๑๑ หลัง แต่ละหลังนั้น มีขนาด ๒ x ๓ เมตร ยกพื้นสูงจากดิน ๑ เมตร สิ้นเงิน ๑๘๕,๐๐๐ บาท
ในช่วงท้ายปี ได้มีคณะช่างจากหน่วย กรป.กลาง สังกัดจังหวัดอำนาจเจริญ มาขุดสระในบริเวณวัดพิชโสภาราม ขนาดกว้าง ๑๐๐ เมตร ยาว ๑๒๐ เมตร ลึก ๓. ๕๐ เมตร ใช้เวลาขุดอยู่ ๑ เดือนจึงแล้วเสร็จ
พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้สร้างอาคารเก็บวัสดุ จำพวกลหุภัณฑ์ ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ชั้นเดียว สร้างด้วยอิฐถือปูน สิ้นเงิน จำนวน ๖๕,๐๐๐ บาท
นอกจากนี้ ท่านพระอาจารย์ประวิทย์พร้อมด้วยคณะญาติ จากจังหวัดปทุมธานี ได้เป็นเจ้าภาพสร้างกุฏิทรงไทยคู่ จำนวน ๑ หลัง สิ้นเงิน ๕๙, ๑๒๐ บาท และกุฏิทรงไทยเดี่ยว ขนาด ๓ x ๓ เมตร ๑ หลัง สิ้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท
อนึ่ง ทางวัดได้บริจาคโต๊ะกับเก้าอี้นักเรียน แก่โรงเรียนมัธยมแก้งเหนือ ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ๒ ครั้ง คือครั้งแรก บริจาคให้ จำนวน ๔๘ ชุด ครั้งที่ ๒ บริจาคอีก ๕๒ ชุด รวมเป็น ๑๐๐ ชุด เป็นเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้สร้างกุฏิขึ้น สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี จำนวน ๙ หลัง แต่ละหลังมีขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๔ เมตร สิ้นเงิน ๑๙๖,๒๕๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้ติดฝ้าเพดานศาลาการเปรียญ พื้นที่ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างด้วยวัตถุยิบชั่มบอร์ดกันความร้อน สิ้นเงิน ๙๘,๖๕๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้ก่อกำแพงรอบบริเวณวัดด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ดินซื้อใหม่ ความสูงของกำแพง ๑.๘๐ เมตร ยาว ๔๙๒ เมตร สิ้นเงิน ๗๔,๕๐๐ บาท
ได้สร้างกุฏิขึ้น จำนวน ๒๐ หลัง แต่ละหลัง มีขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๔ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้อง สิ้นเงิน ๑๕๔,๐๐๐ บาท
ได้เสริมหอน้ำประปา ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดพิชโสภาราม ให้สูงจากเดิม ๑๒ เมตร เป็น ๒๐ เมตร และต่อท่อประปาสายหลัก (MAIN) เพิ่มเข้าไปภายในหมู่บ้าน คำม่วง บ้านเรืองอุดม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สิ้นเงิน ๑๖๓,๐๐๐ บาท
นอกจากนี้ก็ได้สร้างหอระฆัง จำนวน ๑ หลัง สูง ๑๐ เมตร กว้าง ๕ เมตร ยาว ๕ เมตร สิ้นเงิน ๓๒,๐๐๐ บาท
และในปีนี้ ท่านพระอาจารย์ไพฑูรย์ พร้อมด้วยคณะญาติจากจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เป็นเจ้าภาพสร้างถังน้ำประปา เพื่อใช้อุปโภคบริโภคภายในวัด ซึ่งสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก รัศมีกว้าง ๓ เมตร สูง ๑๐ เมตร รูปทรงกระบอก สร้างด้วยตัวท่านเอง และคณะ สิ้นเงิน ๕๖,๓๔๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้ปรับปรุงอาคารเรียน ๑ หลัง เป็นห้องประชุม พื้นปูด้วยกระเบื้อง สิ้นเงิน
๑๒๐,๐๐๐ บาท และในปีเดียวกันก็ได้สร้างสะพานแขวนข้ามห้วยบังโกย บริเวณบ้านเรืองอุดม หมู่ที่ ๒ โดยท่านพระอาจารย์ประวิทย์พร้อมด้วยคณะ สิ้นเงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้เปลี่ยนเสากุฏิที่มีอยู่ทุกหลังภายในวัด จากของเดิมที่เป็นไม้ มาเป็นเสาปูน จำนวน ๑๐๒ หลัง เป็นเงินจำนวน ๑๑๐,๗๐๐ บาท
ได้สร้างกุฏิขึ้น จำนวน ๑ หลัง ประเภท ทรงไทยคู่ ๒ ชั้น ๆ บนเป็นไม้ ชั้นล่างเป็นอิฐถือปูน พื้นชั้นล่างปูด้วยหินอ่อน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ขนาดกว้าง ๗.๓๐ เมตร ยาว ๑๑ เมตร สิ้นเงิน ๔๑๕,๐๐๐ บาท
นอกจากนี้ท่านพระอาจารย์มนัส สีลสาโร พร้อมด้วยคณะจากจังหวัดสมุทรปราการ ได้มาปรับปรุงบูรณปฏิสังขรณ์กุฏิ ที่ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมไปมาก จำนวน ๑๑ หลัง สิ้นเงินจำนวน ๓๓๔,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๔๐ ปีนี้ได้ย้ายห้องกรรมฐานเดิม ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของวัดออกไปทางด้านทิศตะวันออก แล้วย้ายพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักเรียนเข้ามาอยู่แทน ได้ปรับปรุงตกแต่ง ห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานใหม่ เช่น สร้างกุฏิเพิ่มเติม สร้างห้องน้ำห้องสุขา สร้างหอประปา เจาะบ่อบาดาล ขนาด ๔ นิ้ว ลึก ๕๐ เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำไฟฟ้า เดินสายไฟ และตัดถนนภายในใหม่ เป็นต้น สิ้นเงินค่าปรับปรุงตกแต่ง และก่อสร้าง ๗๗๙,๑๐๒ บาท
พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้สร้างเมรุเผาศพถาวร ขนาด ๔ x ๘ เมตร สร้างด้วยคอนครีตเสริมเหล็ก หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดง สิ้นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
ได้สร้างศาลาคู่เมรุบำเพ็ญกุศล ขนาด ๑๐ x ๒๒ เมตร สร้างด้วยคอนครีตเสริมเหล็ก โครงหลังคาเหล็ก มุงด้วยกระเบื้องลอนคู่สีแดง ลักษณะทรงไทยประยุกต์ สิ้นเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท
ได้สร้างลานปฏิบัติธรรมที่ห้องปฏิบัติกรรมฐาน ได้นำพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ขนาดหน้าตัก ๓ เมตร สูง ๔ เมตร มาประดิษฐานไว้ที่ลานธรรมห้องปฏิบัติธรรม

ลานธรรม
การจัดการศึกษา
วัดพิชโสภาราม เป็นสำนักศาสนศึกษาที่จัดให้มีการเรียนการสอนอยู่ ๓ แผนกเป็นหลักคือ
๑. แผนกธรรม
๒. แผนกบาลี
๓. แผนกพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
๑. แผนกธรรม แผนกนี้ก็ยังแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑.๑ แผนกนักธรรม ตั้งแต่ชั้นตรี-โท-เอก สำหรับนักเรียนที่เป็นภิกษุสามเณร
๑.๒ แผนกธรรมศึกษา มีชั้นตรี-โท-เอก เหมือนกัน เปิดเรียนเฉพาะเด็กนักเรียนทั้งชายและหญิง และแม่ชี
ทั้ง ๒ แผนกนี้ เปิดเรียนหลังวิสาขบูชา ๑ วัน คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ และปิดการศึกษาเมื่อถึงวันลอยกระทง และสอบในวันแรม ๔ ค่ำเดือน ๑๒ เป็นประจำทุกปี รวมเวลาเรียน ๖ เดือน
๒. แผนกบาลี
บาลีเป็นภาษาของชาวมคธซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในประเทศอินเดีย และเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้เผยแผ่พระธรรม ให้ละชั่วทำดีในสมัยนั้น เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันการศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้า ให้มีความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ดีนั้น ต้องมีความรู้เรื่องบาลี
ดังนั้น จึงมีการเรียนการสอนภาษาบาลีเป็นกิจจลักษณะโดยทางแม่กองบาลีสนามหลวง ได้กำหนดหลักสูตรออกเป็น ๙ ระดับ ตั้งแต่ ประโยค ๑-๒ จนถึง ป.ธ.๙ ผู้ที่สอบได้ตั้งแต่ ป.ธ.๓ ขึ้นไปเรียกว่าเป็นมหาเปรียญ เวลาแสดงพระธรรมเทศนาหากมีการยกเอาบาลีมาประกอบการเทศน์ ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มีหลักฐานอ้างอิง มิใช่เทศน์แบบลอย ๆ หาหลักฐานไม่ได้
หลวงพ่อพระครูวิศาลเขมคุณ ได้มองเห็นความสำคัญส่วนนี้ จึงได้จัดตั้งสำนักเรียนบาลีขึ้นที่วัดพิชโสภาราม เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นครั้งแรก มีผู้สอบผ่านประโยค ๑-๒ ได้ครั้งแรก จำนวน ๑๑ รูป และก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะได้กล่าวในลำดับต่อไป
แผนกบาลีนี้ ทางวัดได้เปิดเรียนระดับชั้นไวยากรณ์เริ่มต้นเมื่อวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑ ของทุกปี และเข้าสอบในวันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ของปีถัดไป ทุกปีเหมือนกัน ส่วนชั้นอื่น ๆ จะเปิดเรียนในช่วงวันวิสาขบูชาพร้อมกับแผนกธรรม ลักษณะการเรียนการสอนก็เหมือนพี่สอนน้อง คือผู้สอบ ป.ธ.๓ ได้ก็สอน ประโยค ๑-๒ ตนเองก็เรียนไปด้วย ซึ่งทางวัดยังไม่มี ครูอาจารย์ ที่เป็นคณาจารย์สอนโดยเฉพาะ เหมือนกับสำนักเรียนในกรุงเทพ ฯ
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ประสบผลสำเร็จ โดย สามเณรชาคริต บำเพ็ญ สอบได้ เปรียญธรรม ๙ ขณะเป็นสามเณร
และในปีเดียวกันนั้น สำนักศาสนศึกษาวัดพิชโสภาราม ได้ยกฐานะขึ้นเป็น โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ประจำจังหวัดอุบลราชธานี แห่งที่ ๑
งานศึกษาสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้จัดตั้งกองทุนบุญนิธิการศึกษา ประจำวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้จัดตั้งระบบเสียงตามสาย ภายในหมู่บ้านแก้งเหนือ บ้านเรืองอุดม และบ้านคำม่วง เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษา การบริการข่าวสาร การเผยแผ่ธรรมะและอื่น ๆ สิ้นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มอบเครื่องขยายเสียงให้แก่วัดต่างๆ ในเขตปกครอง และโรงเรียนประถมศึกษา กับมัธยมศึกษา จำนวน ๑๐ ชุด สิ้นเงินประมาณ ๖๖,๑๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้จัดทำโต๊ะ เก้าอี้ ไว้ใช้ประจำโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๒๐๐ ชุด สิ้นเงินประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มอบโต๊ะเก้าอี้ให้แก่โรงเรียนระดับประถมศึกษา คือโรงเรียนบ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๙๖ ชุด คิดเป็นเงิน ๒๘,๘๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มอบอุปกรณ์การสอน ให้แก่โรงเรียนบ้านแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ดังมีรายการต่อไปนี้
๑. กล้องถ่ายวีดีโอ (V.D.O) จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๔๖,๘๐๐ บาท
๒. เครื่องเล่นวีดีโอ จำนวน ๒ เครื่อง ราคา ๒๗,๐๐๐ บาท
๓. โทรทัศน์สี National ขนาด ๒๐ นิ้ว จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๑๑,๑๐๐ บาท
๔. อุปกรณ์ต่างๆที่รวมในชุด ราคา ๕,๐๐๐ บาท
๕. ม้วน วีดิโอ สารคดี จำนวน ๘๙ ม้วน ราคา ๒๖,๐๐๐ บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑๕,๙๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้สร้างห้องสมุดประจำโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๗ เมตร ชั้นเดียว สิ้นเงินประมาณ ๒๕,๓๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้ประชุมสมาชิกสภาตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เรื่องขอตั้งโรงเรียนมัธยมแก้งเหนือพิทยาคม โดยมีนายใบ การพันธ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเรืองอุดม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ได้บริจาคที่ดิน จำนวน ๑ แปลง ขนาดเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๖ งาน คิดเป็นเงิน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านหกแสนบาท) และจัดตั้งได้สำเร็จ โดยได้รับอนุมัติจากทางราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มอบพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว จำนวน ๒๐ องค์ ขนาด ๑๕ นิ้ว จำนวน ๙๐ องค์ ขนาด ๓๐ นิ้ว จำนวน ๑๕ องค์ ให้แก่โรงเรียนทั้งประถม มัธยมต่าง ๆ ในเขตท้องที่อำเภอเขมราฐ และอำเภอใกล้เคียง
นอกจากนี้ ยังได้มอบพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก ๓๐ นิ้ว จำนวน ๑๕ องค์ ขนาดหน้าตัก ๔๐ นิ้ว จำนวน ๔ องค์ ขนาดหน้าตัก ๑ เมตร จำนวน ๓ องค์ ให้แก่วัดต่าง ๆ ในเขตปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มอบโต๊ะเก้าอี้ จำนวน ๖๐ ชุด ให้แก่โรงเรียนแก้งเหนือพิทยาคม คิดเป็นเงิน ประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้บริจาคเงินช่วยเสริมอาคารเรียน โรงเรียนประถมบ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้มอบหนังสืือพระไตรปิฎก ชนิด ๔๕ เล่ม ให้แก่โรงเรียนแก้งเหนือพิทยาคม คิดเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้จัดหาผ้า สำหรับตัดเป็นชุดไทย เพื่อใช้ในงานศิลปวัฒนธรรมประเพณี เช่น งานแห่เทียนเข้าพรรษา งานตรุษสงกรานต์ เป็นต้น โดยได้มอบแก่โรงเรียนประถมบ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี คิดเป็นเงิน ๗,๐๕๐ บาท มอบให้แก่โรงเรียนมัธยมแก้งเหนือพิทยาคม คิดเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ช่วยค่าอาหารกลางวัน แก่นักเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ตลอดเรื่อยมา คิดเป็นเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท
งานสาธารณสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้สร้างทำนบคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่แก่งนางลอย ห้วยบังโกย ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๒๓ เมตร สิ้นเงิน ๒๙,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้เป็นประธาน นำพาชาวบ้านแก้งเหนือ บ้านเรืองอุดม บ้านคำม่วง บ้านดอนเย็น บ้านดงเย็น บ้านหนองบัว บ้านนาเจริญ สร้างถนนยกร่อง ลงหินลูกรัง เชื่อมระหว่างหมู่บ้านคำม่วง บ้านดอนเย็น บ้านดงเย็น บ้านหนองบัว บ้านนาเจริญ ระยะทาง ๙ กิโลเมตร และในงานนี้ทางวัดพิชโสภาราม ได้ออกเงินเป็นค่าภัตตาหารแก่แรงงานที่ช่วยกันสร้างถนน จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้เป็นประธานสร้างสะพานข้ามห้วยบังโกย จากหมู่บ้านคำม่วง เชื่อมกับหมู่บ้านดอนเย็น ฯลฯ ขนาดกว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นสะพานปูด้วยไม้ ด้านล่างทำเป็นช่องระบายน้ำ และเป็นทำนบกั้นน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งด้วย สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้เป็นประธานสร้างทำนบกั้นน้ำ ที่หมู่บ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นประธานสร้างสะพานข้ามลำห้วยบังโกย เชื่อมระหว่างหมู่บ้านแก้งเหนือ กับ หมู่บ้านห่องไผ่ ขนาดกว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้างด้วยไม้ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้คิดหาวิธีเจาะบ่อบาดาลน้ำตื้นขึ้น เสร็จแล้วเจาะทดลองดู เมื่อสำเร็จตามตั้งใจแล้ว ได้ออกหนังสือเชิญบุคคลสำคัญ ภายในหมู่บ้านตำบลแก้งเหนือ ตำบลขามป้อม ตำบลเจียด ตำบลหนองผือ มาดูการสาธิต วิธีเจาะ ตลอดถึงวิธีการแก้ปัญหา เมื่อแป๊บหรือเสียมเจาะขาดขณะอยู่ในบ่อบาดาล เป็นต้น จนเป็นที่เข้าใจแแล้วนำไปเจาะที่บ้านตนเอง ทำให้การเจาะบ่อน้ำบาดาลน้ำตื้น ได้แพร่กระจายไปจนเกือบทุกหมู่บ้าน ภายในเขตอำเภอเขมราฐ
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้สร้างถังเก็บน้ำฝนขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๒ เมตร สูง ๓ เมตร ลักษณะทรงกลม จำนวน ๑๓ ถัง สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับงบประมาณจากทางราชการ ๑๙๐,๐๐๐ บาท ที่เหลือทางวัดได้สมทบอีกจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้เป็นประธานสร้างถังน้ำ ขนาด ๑,๒๓๙ ลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บน้ำประปา ประจำชุมชนหมู่บ้านเรืองอุดม และหมู่บ้านคำม่วงอีกจุดหนึ่ง ขนาดกว้าง ๒ เมตร สูง ๑๔ เมตร สิ้นเงิน ๙๘,๖๕๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้เจาะบ่อบาดาลน้ำตื้นให้แก่โรงเรียนแก้งเหนือพิทยาคม จำนวน ๑ บ่อ สิ้นเงินประมาณ ๓,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้เป็นประธานสร้างสะพานแขวน ข้ามลำห้วยบังโกย เชื่อมระหว่างช่วงหมู่บ้านแก้งเหนือกับหมู่บ้านสนมหมากหญ้า ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สิ้นเงิน ๙๘,๒๗๓ บาท
งานสังคมสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้สละที่ดินของวัด ประมาณ ๔ ไร่เศษ เพื่อสร้างสถานีอนามัยประจำตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างขึ้นภายในบริเวณวัด สิ้นเงิน ๒๖๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับงบประมาณจากทางราชการช่วย
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้เป็นประธานจัดอบรมหมู่บ้านแก้งเหนือ บ้านเรืองอุดม บ้านคำม่วง เป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง และยังดำเนินมาด้วยดี ดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๐)
เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ชักชวนพระภิกษุ สามเณร ชี และชาวบ้าน บริจาคโลหิตให้หน่วยกาชาด อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง ๆ ละไม่น้อยกว่า ๖๐ ขวด ๆ ละ ๓๐๐ ซีซี เป็นประจำทุกปี
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้ตั้งศูนย์ คฤหัสถ์ วัด ราชการ (ควร.) โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิด และมีเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมในงานประมาณ ๒,๘๐๐ คน ณ วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้เป็นประธาน สร้างอาคารเจียระไนพลอยและเย็บผ้า จำนวน ๑ หลัง ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี อาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคาโครงเหล็ก มุงสังกะสี ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๑๐๙,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้ซื้อจักรเย็บผ้า จำนวน ๘๐ หลัง เพื่อฝึกอาชีพให้แก่เยาวชน สิ้นเงิน ๓๔๙,๑๘๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ซื้อเครื่องเจียระไนพลอย ๒๗ ชุด เพื่อใช้ในการฝึกวิชาชีพแก่เยาวชน สิ้นเงิน ๑๓๘,๔๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ชักชวน แนะนำชาวบ้าน ทำห้องสุขา ให้เสร็จทุกครอบครัวเรือนภายในปีนั้น
งานเผยแผ่
นอกจากจะได้จัดให้มีพิธีมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และแสดงธรรมประจำวันพระแล้ว ยังได้จัดการอบรมภาคจิตตภาวนา ทั้งด้านสมถะ วิปัสสนา และวุฏฐานวิธี มาโดยตลอด ซึ่งพอจะสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้จัดอบรมขึ้นเป็นเวลา ๓ เดือน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๑๐ รูป โยมฆราวาส ๖๖ คน
พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้จัดอบรมขึ้น ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ อบรม ๒ เดือน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๕๒ รูป สามเณร ๒๓ รูป โยม ๑๒๑ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๓๓ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๕ รูป สามเณร ๕ รูป
ครั้งที่ ๓ อบรม ๓ เดือน มีพระภิกษุเข้อบรม ๖ รูป สามเณร ๓ รูป โยม ๑๐๓ คน
พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้จัดให้มีการอบรมขึ้น จำนวน ๓ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรมอยู่ ๔๒วัน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๒๑ รูป สามเณร ๖ รูป โยม ๓๓ คน
ครั้งที่ ๒ อบรมอยู่ ๓๐ วัน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๑๗ รูป สามเณร ๑๕ รูป โยม ๑๐ คน
ครั้งที่ ๓ อบรมอยู่ ๙๐ วัน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๙ รูป โยม ๑๑๙ คน
พ.ศ. ๒๕๑๘ จัดอบรม จำนวน ๔ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๔๐ รูป สามเณร ๒๔ รูป โยม ๒๙ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๙ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๓๓ รูป สามเณร ๑๐ รูป
ครั้งที่ ๓ อบรม ๑๙ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๗ รูป สามเณร ๑ รูป
ครั้งที่ ๔ อบรม ๙๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๓ รูป สามเณร ๑ รูป โยม ๑๐๔ คน
พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้จัดอบรม จำนวน ๒ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๕๑ รูป สามเณร ๓๓ รูป โยม ๖๔ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๓ เดือน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๒ รูป สามเณร ๑ รูป โยม ๕๗ คน
พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้จัดอบรม จำนวน ๒ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๔๖ รูป สามเณร ๔๘ รูป โยม ๘๔ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๓ เดือน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๔ รูป โยม ๖ คน
พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้จัดอบรมขึ้น จำนวน ๓ ครั้ง ดังนี้.
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๕๔ รูป สามเณร ๖๑ รูป โยม ๙๙ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๙๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๐ รูป สามเณร ๙ รูป โยม ๕๐ คน
ครั้งที่ ๓ อบรมที่สำนักประเปรียววิปัสสนา บ้านนาสะอาด ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐจังหวัดอุบลราชธานี มีพระภิกษุเข้าอบรม ๘ รูป สามเณร ๗ รูป โยม ๑๐๐ คน
พ.ศ.๒๕๒๒ จัดอบรมอยู่ ๓๐ วัน มีพระภิกษุ ๖๑ รูป สามเณร ๗๑ รูป โยม ๑๓๐ คน