คำนำ
เมื่อวันที่ ๔ เดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ก่อนจะออกเดินทางจากวัดพิชโสภาราม ไปเยี่ยมศิษยานุศิษย์และญาติโยมทางจังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้ ได้สั่งไว้ว่า หากคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจะประชุมกันเรื่องการเผยแผ่พระศาสนา ก็ให้ประชุมกันได้เลยไม่ต้อง รอหลวงพ่อ เพราะไปนาน หากที่ประชุมตกลงกันอย่างไร หลวงพ่อก็จะปฏิบัติตามนั้นแหละ และในที่ประชุมก็ได้ตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยปีนี้กำหนดเอาสถานที่เป้าหมายลงงาน ๑๔ จุด ๆ ละ ๙ วัน และงานนี้ให้หลวงพ่อไปเปิดและปิดทุกงาน ข้อที่ ๒ ขอให้หลวงพ่อพิมพ์ประวัติของหลวงพ่อ เพื่อจะได้ศึกษาเป็นทิฏฐานุคติเป็นแนวทางการปฏิบัติ สำหรับค่าพิมพ์นั้น คณะศิษยานุศิษย์จะพากันหาเอง ๑๓
วันกลับจากภาคใต้อ่านดูมติที่ประชุม ก็ได้ถือปฏิบัติตามข้อที่ ๑ โดยสมบูรณ์ สำหรับข้อที่ ๒ เกิดความลังเลใจ ถ้าจะไม่ทำตามมติที่ประชุม ก็ได้สั่งไว้แล้ว พร้อมกันนี้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายก็ได้เสียสละปัจจัยมาเป็นค่าพิมพ์เป็นจำนวนมากพอสม ควรแล้ว แต่ถ้าจะพิมพ์ก็คิดละอายใจเพราะเรานี้ไม่เห็นมีอะไรเป็นสิ่งสำคัญพอที่จะให้ศิษย์ทั้งหลายศึกษา หรือถือเอาเป็นตัวอย่าง ประกอบกับเรื่องที่ศิษย์ทั้งหลายอยากให้พิมพ์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ คล้ายเป็นดาบสองคม ผู้ได้อ่านแล้วบางคนอาจจะเกิดอกุศลจิต บางคนอาจจะเกิดกุศลจิต คือเชื่อและไม่เชื่อ ผลที่ได้รับกลายเป็นดาบสองคม เชือดคอตัวเองด้วย เชือดคอคนอื่นด้วย แต่ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไรเพราะได้สั่งไว้แล้ว และศิษย์ทั้งหลายก็ได้พร้อมกันสละปัจจัยเป็นค่าพิมพ์แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้ตัดสินใจเขียนประวัติให้ และประวัติที่เขียนนี้จะเขียนตามเป็นจริงทุกประการ จะไม่มีมายาสาไถย โกหกหลอกลวงกล่าวคำเท็จ จะเขียนเอาเฉพาะที่จำเป็นที่สุดสั้นที่สุดเท่าที่ จะทำได้
อนึ่ง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการศึกษาชีวประวัติ จะเขียนเป็น ๒ ภาค คือภาคปกติและภาคพิเศษ เพื่อความมั่นใจ สบายใจของท่านผู้อ่านผู้ศึกษา ขอตั้งสัจจะปฏิญญาต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ไว้ในที่เป็นพยาน ว่าจะเขียนประวัตินี้ตามความเป็นจริงทุกประการ ด้วยความสัตย์นี้ ขอท่านผู้มีส่วนร่วมในการสร้างประวัติ จงได้พ้นทุกข์ ประสบมหาสันติสุขสมปรารถนาเทอญ
นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี
ขออนุโมทนา
(พระบวรปริยัติวิธาน)
ประวัติหลวงพ่อพระบวรปริยัติวิธาน
สถานะเดิม ชื่อ บุญเรือง นามสกุล คำแดง
โยมบิดาชื่อ หนู ท่านออกบวชเมื่ออายุ ๕๖ มรณภาพตอนอายุ ๘๐ ปี รวมพรรษาที่บวช ๒๕ พรรษาเศษ
โยมมารดาชื่อ จันทร์ ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เกิดที่บ้านตาแหลว หมู่ที่ ๕ ตำบลเจียด (ปัจจุบันตำบลหัวนา) อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๓๑ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ ปีระกา มีพี่น้องเกิดร่วมมารดาเดียวกัน ๗ คนคือ
๑. พระครูวิศาลเขมคุณ
๒. นางบุญเหลือ คำแดง (ปัจจุบันบวชชี)
๓. นางเขี่ยม คำแดง (ปัจจุบันบวชชี)
๔. นางเนียม คำกัณหา
๕. นายเจียม คำแดง (รับราชการ ฝ่ายนักวิชาการ)
๖. นางสาวเสงียม คำแดง
๗. นางเตรียมใจ สืบก่ำ
เมื่ออายุ ๓ ขวบ บิดามารดา ได้พาย้ายครอบครัวมาอยู่บ้านอีเติ่ง หมู่ ๗ ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
บรรพชา เมื่อวัน ๒ ฯ ๖ ค่ำปีกุน วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดโพธิ์ศรีสว่าง ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พระอุปัชฌาย์ พระครูภัทรกิจโกศล วัดเหนือ ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
อุปสมบท เมื่อวัน ๔ ฯ ๕ ค่ำ ปีมะเส็ง วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๖ ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ศรี ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พระอุปัชฌาย์ พระครูภัทรกิจโกศล วัดเหนือ ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พระกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการชา โชตโก วัดกลาง ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พระอนุสาวนาจารย์ พระประดิษฐ์ เขมวีโร วัดโพธิ์ ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
วิทยฐานะ
(๔.๑) พ.ศ. ๒๔๘๙ สอบไล่ได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนวัดบ้านอีเติ่ง ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
(๔.๒) พ.ศ. ๒๕๐๐ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดอุบลราชธานี
งานการปกครอง
๕.๑ พ.ศ.๒๕๐๒ รักษาการเจ้าอาวาส วัดพิชโสภาราม ตำบลขามป้อม (ปัจจุบันตำบลแก้งเหนือ) อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
๕.๒ พ.ศ.๒๕๐๓ รักษาการเจ้าคณะตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
๕.๓ พ.ศ.๒๕๐๕ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตราตั้งที่ ๖/๒๕๐๕ ลงวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕
๕.๔ พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพิชโสภาราม ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตราตั้งที่ ๔๘ /๒๕๐๘ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๘
๕.๕ พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตราตั้งที่ ๕๔ / ๒๕๐๙ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙
๕.๖ พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้ขอเสนอแยกตำบลขามป้อม ออกเป็นตำบลแก้งเหนือ
๕.๗ พ.ศ.๒๕๓๒ ลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบลขามป้อม เนื่องจากทางราชการบ้านเมือง แบ่งการปกครองออกเป็น
๒ ตำบล คือตำบลขามป้อม ซึ่งเป็นตำบลเดิม กับ ตำบลแก้งเหนือ ซึ่งเป็นตำบลใหม่ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒
๕.๘ พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับการแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
๕.๙ พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตราตั้งที่ ๖/ ๒๕๓๓ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
๕.๑๐ พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตราตั้งที่ ๑๓ / ๒๕๓๘ ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘
๕.๑๑ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการ แทนเจ้าคณะอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
๕.๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการ แทนเจ้าคณะอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
งานด้านการศึกษา
พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักศาสนศึกษาวัดสวนตาล ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักศาสนศึกษาวัดสว่างโพธิ์ศรี ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตราตั้งที่ ๑๖๗ / ๒๔๙๗ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๗
พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้ย้ายไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักศาสนศึกษาวัดพิชโสภาราม และสำนักศาสนศึกษาวัดลัฏฐยาวาส ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ก็เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดพิชโสภารามด้วย
พ.ศ. ๒๕๒๒ ถึงปัจจุบัน (๒๕๔๐) ได้จัดให้มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมศึกษา ทั้งชั้นตรี-โท-เอก มาโดยตลอด
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์อำเภอเขมราฐ ให้เป็นภาระธุระรับผิดชอบ ในการแยกหน่วยสอบธรรมสนามหลวง มาสอบที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้เปิดเรียนและสอนพระปริยัติธรรม แผนกบาลีและพระอภิธรรม ขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นกรรมการสอบบาลีสนามหลวง ที่วัดมณีวนาราม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้เปิดให้มีการสอบพระอภิธรรม ที่วัดพิชโสภารามตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นประธานและผู้อำนวยการเปิดศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
ด้านการส่งเสริมการศึกษา
ได้จัดห้องสมุดประจำวัดขึ้น และได้มอบหนังสือพระไตรปิฎกชนิด ๔๕ เล่มบ้าง ๑๐๐ เล่มบ้าง ให้แก่วัดและโรงเรียนต่าง ๆ รวม ๗ วัดและ ๑ โรงเรียน
นอกจากนี้ได้จัดหาหนังสือหลักสูตรในการเรียนการสอนให้ครบทุกแผนกที่มีการเปิดเรียนเปิดสอนภายในวัด ครูผู้สอน นักศึกษาผู้เรียนไม่ต้องซื้อ สำหรับผู้สอบผ่านได้ในแต่ละปี จะจัดพิธีบำรุงขวัญและส่งเสริมด้วยการฉลอง ถวายทุนการศึกษา เป็นต้น
จัดตั้งกองทุนบุญนิธิการศึกษา ขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำดอกผลถวายแก่ครูผู้สอนพระปริยัติธรรม ทั้งบาลี นักธรรม ธรรมศึกษา และซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทุกชั้น
งานเผยแผ่
นอกจากจะได้จัดให้มีพิธีมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และแสดงธรรมประจำวันพระแล้ว ยังได้จัดการอบรมภาคจิตตภาวนา ทั้งด้านสมถะ วิปัสสนา และวุฏฐานวิธี มาโดยตลอด ซึ่งพอจะสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้จัดอบรมขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลา ๓ เดือน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๑๐ รูป โยมฆราวาส ๖๖ คน
พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้จัดอบรมขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ อบรม ๒ เดือน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๕๒ รูป สามเณร ๒๓ รูป โยม ๑๒๑ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๓๓ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๕ รูป สามเณร ๕ รูป
ครั้งที่ ๓ อบรม ๓ เดือน มีพระภิกษุเข้อบรม ๖ รูป สามเณร ๓ รูป โยม ๑๐๓ คน
พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้จัดให้มีการอบรมขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๓ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรมอยู่ ๔๒วัน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๒๑ รูป สามเณร ๖ รูป โยม ๓๓ คน
ครั้งที่ ๒ อบรมอยู่ ๓๐ วัน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๑๗ รูป สามเณร ๑๕ รูป โยม ๑๐ คน
ครั้งที่ ๓ อบรมอยู่ ๙๐ วัน มีผู้เข้าอบรมเป็นพระภิกษุ ๙ รูป โยม ๑๑๙ คน
พ.ศ. ๒๕๑๘ จัดอบรมที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๔ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๔๐ รูป สามเณร ๒๔ รูป โยม ๒๙ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๙ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๓๓ รูป สามเณร ๑๐ รูป
ครั้งที่ ๓ อบรม ๑๙ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๗ รูป สามเณร ๑ รูป
ครั้งที่ ๔ อบรม ๙๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๓ รูป สามเณร ๑ รูป โยม ๑๐๔ คน
พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้จัดอบรมที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๒ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๕๑ รูป สามเณร ๓๓ รูป โยม ๖๔ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๓ เดือน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๒ รูป สามเณร ๑ รูป โยม ๕๗ คน
พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้จัดอบรมที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๒ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๔๖ รูป สามเณร ๔๘ รูป โยม ๘๔ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๓ เดือน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๔ รูป โยม ๖ คน
พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้จัดอบรมขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๓ ครั้ง ดังนี้.
ครั้งที่ ๑ อบรม ๓๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๕๔ รูป สามเณร ๖๑ รูป โยม ๙๙ คน
ครั้งที่ ๒ อบรม ๙๐ วัน มีพระภิกษุเข้าอบรม ๑๐ รูป สามเณร ๙ รูป โยม ๕๐ คน
ครั้งที่ ๓ อบรมที่สำนักประเปรียววิปัสสนา บ้านนาสะอาด ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐจังหวัดอุบลราชธานี มีพระภิกษุเข้าอบรม ๘ รูป สามเณร ๗ รูป โยม ๑๐๐ คน
พ.ศ. ๒๕๒๒ จัดอบรมที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี อบรมอยู่ ๓๐ วัน มีพระภิกษุ ๖๑ รูป สามเณร ๗๑ รูป โยม ๑๓๐ คน
หมายเหตุ วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดที่มีทั้งภาคปริยัติ และภาคปฏิบัติควบคู่กันไป
ภาคปฏิบัติได้เริ่มสอนตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๕ ทั้งในและนอกพรรษา ทั้งภายในวัด ภายในตำบล ต่างตำบล ต่างอำเภอ และต่างจังหวัด เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๐)
ซึ่งรวมการอบรม ประมาณ ๑๓๕ จุด ๆ ละ ๓ เดือนบ้าง ๒ เดือนบ้าง ๔๐ วันบ้าง ๓๐ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง และ ๙ วันบ้าง แล้วแต่กรณี เท่าที่สังเกตมีผู้เข้าอบรมเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นปีนี้มีผู้เข้าอบรมก่อนเข้าพรรษา เป็นเวลา ๙ วัน มีพระภิกษุสามเณรปะขาวและแม่ชี รวม ๒๙๑ รูป/คน ส่วนในพรรษา มีพระภิกษุเข้าอบรมถึง ๘๔ รูป
ภาคปริยัติ มีการเรียน การสอน ทั้งนักธรรม ธรรมศึกษา อภิธรรมและบาลี จัดเป็นสำนักเรียนตัวอย่างของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ประเภทดีเด่น ของคณะสงฆ์ภาค ๑๐
งานสาธารณูปการ
พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโคกสว่าง ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างกุฏิด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สิ้นเงิน ๙,๙๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๗ ได้พร้อมด้วยพระภิกษุ สามเณร และชาวบ้าน สร้างอุโบสถต่อจากเดิมที่ยังไม่แล้วเสร็จ ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๕ เมตร ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สิ้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง ณ วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๙ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๗,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สิ้นเงินประมาณ ๒๘,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้เป็นประธานในการรื้อโบสถ์เก่าแล้วสร้างขึ้นใหม่ ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๑ เมตร ที่วัดบูรพา บ้านขามป้อม ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และในงานนี้ได้เป็นช่างช่างตัดหลังคาโบสถ์ด้วยตนเอง สิ้นเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้เป็นประธานสร้างอุโบสถ ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๓ เมตร ที่วัดโคกสว่าง ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นช่างตัดหลังคาด้วยตนเอง สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งหมด ๒๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี จำนวน ๖ หลัง แต่ละหลังมีขนาดเท่ากันคือ กว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๓ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้เป็นประธาน สร้างศาลาการเปรียญขึ้น ที่วัดสว่างอารมณ์ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ หลัง ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๙,๒๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๓ เมตร จำนวน ๘ หลัง สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๙,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้ซื้อที่ดินจำนวน ๑ แปลง ขนาด ๔ ไร่ เพื่อสร้างอนามัยประจำหมู่บ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สิ้นเงิน ๔,๓๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญขึ้นที่วัดศรีบุญนาค ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ หลัง ด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๓๐,๕๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญขึ้นที่วัดห่องไผ่ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๗ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๓๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้สร้างประปาบาดาลขึ้นที่วัดพิชโสภาราม บ้านคำม่วง บ้านเรืองอุดม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี แห่งละบ่อ สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๔๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญ ที่วัดนาแมด ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๑๒,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เป็นประธานรื้อโบสถ์ วัดสว่างอารมณ์ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วสร้างใหม่ ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๓ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๓๗๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้สร้างกำแพงรอบวัด ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยอิฐถือปูน ขนาดความสูง ๑.๘๐ เมตร ยาว ๓๗๐ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญขึ้นที่วัดนาหนองทุ่ง ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ประเภทชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญขึ้นที่วัดนาเจริญ ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ประเภทชั้นเดียว สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ
๒๖,๕๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้สร้างห้องน้ำ ห้องสุขา ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๘,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้หาทุนซื้อที่ดิน เพื่อขยายเขตของวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ขนาด ๑๐ ไร่ สิ้นเงิน ๒๘,๐๐๐ บาท
อนึ่ง ที่ดินแปลงนี้ได้แบ่งให้ทางราชการสร้างสถานีอนามัย ประจำตำบลแก้งเหนือ บนเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่เศษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้สร้างห้องสุขาขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๘ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้สร้างกำแพงวัดขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดสูง ๒ เมตร ยาว ๒๘๗ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๔๖,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑๗ หลัง แต่ละหลังสร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๘๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้สร้างอาคารเรียน โรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี พื้นปูนซีเมนต์คอนกรีต ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๓๕,๔๗๕ บาท โดยเป็นเงินงบประมาณอุดหนุนจากทางราชการ จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท นอกนั้นเป็นเงินของทางวัด
พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี จำนวน ๑๕ หลัง แต่ละหลังกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้สร้างอาคารเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี พื้นเป็นปูนซีเมนต์คอนกรีต ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๑ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๔๘,๖๓๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้สร้างอาคารเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี พื้นเป็นปูนซีเมนต์คอนกรีต ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๑ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๔๕,๐๖๓ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร จำนวน ๑๐ หลัง ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร ประเภทยกพื้นสูงเป็นแบบ ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง สิ้นเงินในการก่อสร้าง ประมาณ ๑๑๙,๕๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร จำนวน ๒๐ หลัง สิ้นเงินในการก่อสร้างประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้ซื้อที่ดินเพื่อขยายเขตของวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่มออกไปอีก จำนวน ๓ ไร่ สิ้นเงิน ๑๔,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี จำนวน ๓ หลัง ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๔ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้างถังเก็บน้ำฝนด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่วัดพิชโสภาราม ขนาดกว้าง ๑.๒๐ เมตร สูง ๓ เมตร จำนวน ๒ ถัง สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้างกำแพงแก้ว รอบอุโบสถวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดสูง ๑.๒๐ เมตร ยาว ๑๖๘ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ ๗๓,๗๓๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้อง พื้นปูกระเบื้องประเภททรงไทยประยุกต์ ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สูง ๑๒ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งหมด ๑,๖๔๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๙ หลัง แต่ละหลังมีขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๔ เมตร สิ้นเงิน ๑๙๖,๒๕๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้ติดฝ้าเพดานศาลาการเปรียญ ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างด้วยวัตถุยิบชั่มบอร์ดกันความร้อน สิ้นเงิน ๙๘,๖๕๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๒๐ หลัง แต่ละหลัง มีขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๔ เมตร สร้างด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้อง สิ้นเงิน ๑๕๔,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้เสริมหอน้ำประปา ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดพิชโสภาราม ให้สูงจากเดิม ๑๒ เมตร เป็น ๒๐ เมตร และต่อท่อประปาสายหลัก (MAIN) เพิ่มเข้าไปภายในหมู่บ้นคำม่วง บ้านเรืองอุดม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สิ้นเงิน ๑๖๓,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้สร้างกุฏิขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑ หลัง ประเภท ทรงไทยคู่ ๒ ชั้น ๆ บนเป็นไม้ ชั้นล่างเป็นอิฐถือปูน พื้นชั้นล่างปูด้วยหินอ่อน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ขนาดกว้าง ๗.๓๐ เมตร ยาว ๑๑ เมตร สิ้นเงิน ๔๑๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ปรับปรุงตกแต่ง ห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานใหม่ ภายในเขตวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เช่น สร้างกุฏิเพิ่มเติม สร้างห้องน้ำห้องสุขา สร้างถังน้ำ สร้างหอถังน้ำ เจาะบ่อบาดาล ขนาด ๔ นิ้ว ลึก ๕๐ เมตร ติดตั้งไดสูบน้ำไฟฟ้า เดินสายไฟ และตัดถนนภายในใหม่ เป็นต้น สิ้นเงินค่าปรับปรุงตกแต่ง และก่อสร้าง ๗๗๙,๑๐๒ บาท
งานศึกษาสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้จัดตั้งกองทุนบุญนิธิการศึกษา ประจำวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้จัดตั้งระบบเสียงตามสาย ภายในหมู่บ้านแก้งเหนือ บ้านเรืองอุดม และบ้านคำม่วง เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษา การบริการข่าวสาร การเผยแผ่ธรรมะและอื่น ๆ สิ้นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มอบเครื่องขยายเสียงให้แก่วัดต่างๆ ในเขตปกครอง และโรงเรียนประถมศึกษา กับมัธยมศึกษา จำนวน ๑๐ ชุด สิ้นเงินประมาณ ๖๖,๑๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้จัดทำโต๊ะ เก้าอี้ ไว้ใช้ประจำโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๒๐๐ ชุด สิ้นเงินประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มอบโต๊ะเก้าอี้ให้แก่โรงเรียนระดับประถมศึกษา คือโรงเรียนบ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๙๖ ชุด คิดเป็นเงิน ๒๘,๘๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มอบอุปกรณ์การสอน ให้แก่โรงเรียนบ้านแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ดังมีรายการต่อไปนี้
๑. กล้องถ่ายวีดีโอ (V.D.O) จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๔๖,๘๐๐ บาท
๒. เครื่องเล่นวีดีโอ จำนวน ๒ เครื่อง ราคา ๒๗,๐๐๐ บาท
๓. โทรทัศน์สี National ขนาด ๒๐ นิ้ว จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๑๑,๑๐๐ บาท
๔. อุปกรณ์ต่างๆที่รวมในชุด ราคา ๕,๐๐๐ บาท
๕. ม้วน วีดิโอ สารคดี จำนวน ๘๙ ม้วน ราคา ๒๖,๐๐๐ บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑๕,๙๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้สร้างห้องสมุดประจำโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๗ เมตร ชั้นเดียว สิ้นเงินประมาณ ๒๕,๓๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้ประชุมสมาชิกสภาตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เรื่องขอตั้งโรงเรียนมัธยมแก้งเหนือพิทยาคม โดยมีนายใบ การพันธ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเรืองอุดม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ได้บริจาคที่ดิน จำนวน ๑ แปลง ขนาดเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๖ งาน คิดเป็นเงิน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านหกแสนบาท) และจัดตั้งได้สำเร็จ โดยได้รับอนุมัติจากทางราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มอบพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว จำนวน ๒๐ องค์ ขนาด ๑๕ นิ้ว จำนวน ๙๐ องค์ ขนาด ๓๐ นิ้ว จำนวน ๑๕ องค์ ให้แก่โรงเรียนทั้งประถม มัธยมต่าง ๆ ในเขตท้องที่อำเภอเขมราฐ และอำเภอใกล้เคียง
นอกจากนี้ ยังได้มอบพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก ๓๐ นิ้ว จำนวน ๑๕ องค์ ขนาดหน้าตัก ๔๐ นิ้ว จำนวน ๔ องค์ ขนาดหน้าตัก ๑ เมตร จำนวน ๓ องค์ ให้แก่วัดต่าง ๆ ในเขตปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มอบโต๊ะเก้าอี้ จำนวน ๖๐ ชุด ให้แก่โรงเรียนแก้งเหนือพิทยาคม คิดเป็นเงิน ประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้บริจาคเงินช่วยเสริมอาคารเรียน โรงเรียนประถมบ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้มอบหนังสืือพระไตรปิฎก ชนิด ๔๕ เล่ม ให้แก่โรงเรียนแก้งเหนือพิทยาคม คิดเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้จัดหาผ้า สำหรับตัดเป็นชุดไทย เพื่อใช้ในงานศิลปวัฒนธรรมประเพณี เช่น งานแห่เทียนเข้าพรรษา งานตรุษสงกรานต์ เป็นต้น โดยได้มอบแก่โรงเรียนประถมบ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี คิดเป็นเงิน ๗,๐๕๐ บาท มอบให้แก่โรงเรียนมัธยมแก้งเหนือพิทยาคม คิดเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ช่วยค่าอาหารกลางวัน แก่นักเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ตลอดเรื่อยมา คิดเป็นเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท
งานสาธารณสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้สร้างทำนบคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่แก่งนางลอย ห้วยบังโกย ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๒๓ เมตร สิ้นเงิน ๒๙,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้เป็นประธาน นำพาชาวบ้านแก้งเหนือ บ้านเรืองอุดม บ้านคำม่วง บ้านดอนเย็น บ้านดงเย็น บ้านหนองบัว บ้านนาเจริญ สร้างถนนยกร่อง ลงหินลูกรัง เชื่อมระหว่างหมู่บ้านคำม่วง บ้านดอนเย็น บ้านดงเย็น บ้านหนองบัว บ้านนาเจริญ ระยะทาง ๙ กิโลเมตร และในงานนี้ทางวัดพิชโสภาราม ได้ออกเงินเป็นค่าภัตตาหารแก่แรงงานที่ช่วยกันสร้างถนน จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้เป็นประธานสร้างสะพานข้ามห้วยบังโกย จากหมู่บ้านคำม่วง เชื่อมกับหมู่บ้านดอนเย็น ฯลฯ ขนาดกว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นสะพานปูด้วยไม้ ด้านล่างทำเป็นช่องระบายน้ำ และเป็นทำนบกั้นน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งด้วย สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้เป็นประธานสร้างทำนบกั้นน้ำ ที่หมู่บ้านแก้งเหนือ ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นประธานสร้างสะพานข้ามลำห้วยบังโกย เชื่อมระหว่างหมู่บ้านแก้งเหนือ กับ หมู่บ้านห่องไผ่ ขนาดกว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้างด้วยไม้ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้คิดหาวิธีเจาะบ่อบาดาลน้ำตื้นขึ้น เสร็จแล้วเจาะทดลองดู เมื่อสำเร็จตามตั้งใจแล้ว ได้ออกหนังสือเชิญบุคคลสำคัญ ภายในหมู่บ้านตำบลแก้งเหนือ ตำบลขามป้อม ตำบลเจียด ตำบลหนองผือ มาดูการสาธิต วิธีเจาะ ตลอดถึงวิธีการแก้ปัญหา เมื่อแป๊บหรือเสียมเจาะขาดขณะอยู่ในบ่อบาดาล เป็นต้น จนเป็นที่เข้าใจแแล้วนำไปเจาะที่บ้านตนเอง ทำให้การเจาะบ่อน้ำบาดาลน้ำตื้น ได้แพร่กระจายไปจนเกือบทุกหมู่บ้าน ภายในเขตอำเภอเขมราฐ
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้สร้างถังเก็บน้ำฝนขึ้นที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกว้าง ๒ เมตร สูง ๓ เมตร ลักษณะทรงกลม จำนวน ๑๓ ถัง สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับงบประมาณจากทางราชการ ๑๙๐,๐๐๐ บาท ที่เหลือทางวัดได้สมทบอีกจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้เป็นประธานสร้างถังน้ำ ขนาด ๑,๒๓๙ ลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บน้ำประปา ประจำชุมชนหมู่บ้านเรืองอุดม และหมู่บ้านคำม่วงอีกจุดหนึ่ง ขนาดกว้าง ๒ เมตร สูง ๑๔ เมตร สิ้นเงิน ๙๘,๖๕๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้เจาะบ่อบาดาลน้ำตื้นให้แก่โรงเรียนแก้งเหนือพิทยาคม จำนวน ๑ บ่อ สิ้นเงินประมาณ ๓,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้เป็นประธานสร้างสะพานแขวน ข้ามลำห้วยบังโกย เชื่อมระหว่างช่วงหมู่บ้านแก้งเหนือกับหมู่บ้านสนมหมากหญ้า ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สิ้นเงิน ๙๘,๒๗๓ บาท
งานสังคมสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้สละที่ดินของวัด ประมาณ ๔ ไร่เศษ เพื่อสร้างสถานีอนามัยประจำตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี สร้างขึ้นภายในบริเวณวัด สิ้นเงิน ๒๖๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับงบประมาณจากทางราชการช่วย
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้เป็นประธานจัดอบรมหมู่บ้านแก้งเหนือ บ้านเรืองอุดม บ้านคำม่วง เป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง และยังดำเนินมาด้วยดี ดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๐)
เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ชักชวนพระภิกษุ สามเณร ชี และชาวบ้าน บริจาคโลหิตให้หน่วยกาชาด อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง ๆ ละไม่น้อยกว่า ๖๐ ขวด ๆ ละ ๓๐๐ ซีซี เป็นประจำทุกปี
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้ตั้งศูนย์ คฤหัสถ์ วัด ราชการ (ควร.) โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิด และมีเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมในงานประมาณ ๒,๘๐๐ คน ณ วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้เป็นประธาน สร้างอาคารเจียระไนพลอยและเย็บผ้า จำนวน ๑ หลัง ที่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี อาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคาโครงเหล็ก มุงสังกะสี ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๑๐๙,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้ซื้อจักรเย็บผ้า จำนวน ๘๐ หลัง เพื่อฝึกอาชีพให้แก่เยาวชน สิ้นเงิน ๓๔๙,๑๘๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ซื้อเครื่องเจียระไนพลอย ๒๗ ชุด เพื่อใช้ในการฝึกวิชาชีพแก่เยาวชน สิ้นเงิน ๑๓๘,๔๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ชักชวน แนะนำชาวบ้าน ทำห้องสุขา ให้เสร็จทุกครอบครัวเรือนภายในปีนั้น
หมายเหตุ การเขียนประวัติในภาคนี้ บางอย่างก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ เพราะเห็นว่าพร่ำเพรื่อไม่จำเป็น การประเมินราคาบางอย่างอาจคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อย บางอย่างเป็นการประชุมอบรมพระสังฆาธิการ การเผยแผ่ เป็นต้น ไม่ได้เขียนลง หรือไม่ได้เขียนให้พิศดาร (โดยเฉพาะการเผยแผ่) ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย.
ชีวประวัติพิเศษ
วิถีชีวิตของข้าพเจ้านับตั้งแต่เป็นเด็กมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๐) เริ่มแต่เป็นเด็กรู้เดียงสามา ข้าพเจ้าไม่เคยสร้างศัตรูให้แก่ตัวเอง ถ้าหากว่าเพื่อน ๆ ไม่พอใจในเรื่องอะไร ข้าพเจ้าจะรีบขอโทษทันที ข้าพเจ้าเคารพเพื่อน รักเพื่อน ทั้งชายทั้งหญิง เวลาเล่น ส่วนมากก็ชอบเล่นกับผู้หญิง จนเพื่อน ๆ ล้อเลียนข้าพเจ้าว่าเป็นคนแม่ (นิสัยเหมือนผู้หญิง)
ในบรรดาเพื่อนจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม พวกเขาจะรักข้าพเจ้ามาก มีอะไรก็จะแบ่งสรรปันส่วนเฉลี่ยเจือจานกัน ส่วนมากข้าพเจ้าจะทำงานผู้หญิง เช่น ตำข้าว เก็บฟืน หาอาหาร ปั่นฝ้าย ทอไหม เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแม่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ประกอบกับข้าพเจ้าเป็นบุตรคนโต จึงได้ทำงานช่วยแม่ นอกจากนี้สำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะรักข้าพเจ้ามาก มีอะไรก็อยากจะให้ อยากจะสอน มีวิชาอาคมขลัง ก็อยากจะสอนให้ บางท่านก็สอนให้ และก็นำมาใช้ได้ตามที่ท่านสอน
ข้าพเจ้าแม้จะตัวเล็ก แต่ก็มีความคิดคล้ายผู้ใหญ่ มีอะไร ๆ เกิดขึ้น เพื่อน ๆ ก็จะเลือกให้เป็นหัวหน้า ด้วยเหตุนี้ชีวิตของข้าพเจ้าจึง ไม่ว้าเหว่ ไม่มีปมด้อย ได้รับความอบอุ่นจากเพื่อน ๆ ตลอดถึงผู้เฒ่าผู้แก่เป็นอย่างดีเสมอมา
เมื่ออายุครบเกณฑ์เข้าโรงเรียน ข้าพเจ้าก็ได้เข้าเรียนเหมือนเด็กชาวบ้านทั่วไป เมื่อเข้าโรงเรียนจะด้วยบารมีหรือเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่จะเดา นับแต่ชั้นมูลขึ้นไป คณะครูอาจารย์ภายในโรงเรียนตลอดนักเรียนทั้งรุ่นน้องรุ่นพี่และรุ่นเดียวกัน ส่วนมากจะรักข้าพเจ้ามาก จนจบชั้นมูลแล้วก็ได้เลื่อนชั้นขึ้น ป.๑ และขึ้น ป.๒ ขณะเรียนอยูในชั้น ป.๒ นั้น คณะครูอาจารย์และนักเรียนได้ประชุมกันคัดเลือกนักเรียนผู้สมควรเป็นหัวหน้าในโรงเรียน ข้าพเจ้าได้ถูกคัดเลือกให้เป็นหัวหน้านักเรียนโดยไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้านักเรียนในโรงเรียนตั้งแต่วันนั้นมา จนเรียนจบและออกจากโรงเรียน
บัดนี้ ขอวกมาอีกฉากหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าสมควรเขียนลงในประวัติ ถึงแม้ว่าไม่มีสาระน่ารู้ ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านเบื่อเซ็งและหมั่นไส้ได้ เพราะเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่ใช่วิสัยของข้าพเจ้า ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ขอร้องท่านผู้อ่านได้ทำใจให้เป็นกลาง ๆ อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งปฏิเสธ ขอให้อุเบกขา อย่าให้อกุศลจิตหรือกุศลจิตเกิดขึ้น ขอได้กรุณาใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเอง เพราะเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ เขียนตามคำขอร้องของศิษยานุศิษย์ ที่ตกลงกันในที่ประชุม ในต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ร่วมในที่ประชุม เพราะเดินทางไปเยี่ยมศิษยานุศิษย์และญาติโยมทางปักใต้พร้อมด้วยคณะ เป็นเวลา ๑๓ วัน เมื่อกลับมาได้อ่านดูมติที่ประชุม เกิดอึดอัดใจหายเพราะ เป็นเรื่องที่ไม่อยากเขียน เหตุว่า เป็นดาบสองคม เป็นทั้งบุญเป็นทั้งบาป เป็นเรื่องหมั่นไส้ บางท่านก็จะตัดสินเอาว่า ข้าพเจ้าอวดอุตตริมนุษยธรรม
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงนี้แล้ว จะกลืนก็ไม่เข้า จะคลายก็ไม่ออก จำต้องทำตามมติที่ประชุมที่ตกลงกันไว้แล้ว หากเรื่องอกุศลจิตหรือบาปกรรม อันจะพึงเกิดมีแก่ท่านผู้อ่านด้วยประการใดหรือประการหนึ่ง ข้าพเจ้าขอน้อมรับเอาด้วยตนเองทั้งหมด
ก่อนอื่นก็ขอทำความเข้าใจว่า ชีวประวัตินี้ ไม่ได้มีเจตนาเขียนเพื่อที่จะอวด แต่เขียนไว้เพื่อท่านผู้อ่านทั้งหลายจะได้ศึกษา และจะเขียนตามความเป็นจริงที่สุด จำเป็นที่สุด สั้นที่สุด เท่าที่จะทำได้
เพื่อให้ประวัติสมบูรณ์บ้างไม่มากก็น้อย ข้าพเจ้าขอย้อนกลับไปเมื่อสมัยเด็ก ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ (มารู้เอาเมื่อตอนบวชแล้ว) พ่อแม่และญาติต่างพอใจในการทำบุญทำทาน โยมพ่อ โยมลุงได้แนะนำให้ข้าพเจ้ายินดีในการให้ทาน เจริญเมตตา และสงสารผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น อย่าไปทะเลาะกับผู้อื่น ที่สอนนักสอนหนาก็คือ ไม่ให้กินเนื้อดิบ ไม่ให้กินปลาดิบ สอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ ไม่ให้ลักขโมย สอนไม่ให้ล่วงเกินลูกสาวเขา สอนไม่ให้ตั๋ว(พูดเท็จ) สอนไม่ให้กินเหล้า (มารู้เมื่อบวชแล้ว) สอนให้เคารพอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ สอนให้ไหว้พระก่อนนอน สอนให้ขยันทำงาน คำสอนเหล่านี้ ข้าพเจ้าได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอด เพราะถ้าโยมพ่อ โยมลุง รู้เข้าว่าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถูกเอ็ดเอาทันที (ถูกต่อว่า)
ข้าพเจ้าจะเคารพและรักพระรักเณร มีใจผูกพันอยู่กับพระเณรมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะกระท่อมนาเป็นทางผ่านของพระเณร รูปนั้นผ่านไปรูปนี้ผ่านมา บ้างก็ให้ขนม บ้างก็ให้ของกิน บ้างก็ลูบหัว เป็นต้น เพราะความเคารพ ความรัก ความคุ้นเคยและความผูกพัน จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าอยากบวชตลอดเวลา อนึ่ง โรงเรียนที่เรียนอยู่ในวัด เวลาหยุดพักก็ต้องกินข้าววัด ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวมา จึงทำให้ข้าพเจ้าอยากบวช พอออกโรงเรียนแล้วก็ขอพ่อขอแม่บวช แต่ท่านไม่อนุญาต เพราะเห็นว่ายังเด็กอยู่ โตกว่านี้ค่อยบวช
ประกอบกับโชคไม่เข้าข้าง ช่วงนี้พ่อพร้อมกับลุงอีก ๒ คน รวมเป็น ๓ พากันออกบวช แล้วจำวัดอยู่ถ้ำพวง ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์วิเชียร เพราะสมัยนั้น พระอาจารย์วิเชียร (อาจารย์หลง) ท่านมีชื่อเสียงมาก แสดงธรรมเก่ง คนเล่าลือกันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ หลังจากคณะของพ่อบวชได้ ๓ เดือน อาจารย์เกิดวิปลาส ใช้มีดโกนเชือดคอตัวเองแล้วเอาประคตเอวรัดคอตัวเองตาย ในท่านั่งกระโหย่งประณมมือ (ทำอัตตวินิบาต) ถูกทางตำรวจสอบสวนพ้นคดี พ่อและลุงทั้งสองก็ลาสิกขา เพราะหมดที่พึ่ง
เมื่อพ่อลาสิกขาออกมาประมาณ ๑ เดือน ท่านบอกและถามว่า จะให้บวชแล้วนะ จะบวชไหม ตอนนี้กลับไม่อยากบวชเสียแล้ว เพราะเกิดไปชอบผู้หญิง เหตุว่าวัน ๆ อยู่กับแต่ผู้หญิง ต้องเลี้ยงโค กระบือ เอาฟืน ตักน้ำ ตำข้าว หากิน เป็นต้น ตกกลางคืนก็ต้องตำข้าวกับเพื่อนผู้หญิง ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ๔ คนบ้าง กว่าจะแล้วเสร็จก็กินเวลา ๓ ทุ่มบ้าง ๔ ทุ่มบ้าง ๕ ทุ่มบ้าง ค่อยกลับไปนอนกัน วันใหม่ก็ตำข้าวอีกเนื่องจากเป็นฤดูจะลงนา โรงสีก็ไม่มี ต้องตำข้าวทุ่งนาไว้ อย่างน้อยคนละ ๑๐ กระสอบป่าน ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวนี้แล้วจึงไม่อยากบวช แต่จะทำอย่างไรได้ กลัวพ่อก็กลัว เคารพก็เคารพ เลยไม่กล้าขัดใจท่าน แต่ก็ขัดใจเรา แต่จะทำอย่างไรเพราะเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จำเป็นต้องตัดสินใจบอกพ่อว่าบวช
ตื่นเช้าวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ พ่อพาไปบวชเป็นสามเณรที่วัดโพธิศรีสว่าง บ้านตาแหลว ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยมีพระครูภัทรกิจโกศล เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชแล้วได้กลับมาสังกัดอยู่วัดโคกสว่าง บ้านอีเติ่ง ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลา ๑ เดือนเศษ บวชแล้วได้รับการอบรมพระธรรมวินัย ใจยิ่งเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมยิ่งขึ้น ใกล้จะเข้าพรรษาได้ย้ายสังกัดไปอยู่วัดโพธิ์ศรีสว่าง บ้านตาแหลวเพื่อศึกษาปริยัติธรรม เพราะในสมัยนั้นสำนักเรียนนักธรรมหายากมาก ตำบลหนึ่งก็จะมีเพียง ๑ สำนักเป็นอย่างมาก
ผลของการศึกษาปริยัติธรรมในพรรษา ไม่ค่อยก้าวหน้าคือไม่เข้าใจเท่าที่ควร ผลการสอบสนามหลวงออกมาปรากฏว่า ไม่ผ่าน พ.ศ.๒๔๙๒ จึงได้ย้ายสังกัดไปอยู่วัดยางกระเดา ตำบลท่าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี การอยู่อาศัยในวัดนี้ ได้รับการศึกษาดีพอสมควร และสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในปีนั้นเอง
พ.ศ. ๒๔๙๓ เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งสมาธิอยู่ในอุโบสถ วัดยางกระเดานั่นเอง ได้เกิดปัญญาญาณขึ้นในดวงใจของข้าพเจ้าว่า
"การท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะสงสารของข้าพเจ้าชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้ายของข้าพเจ้า การบวชครั้งนี้เป็นการบวชครั้งสุดท้าย ข้าพเจ้าจะไม่ได้ลาสิกขาเลย"
นับตั้งแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้าได้พยายามปฏิบัติพระกรรมฐาน ตามแต่โอกาสและเวลาจะเอื้ออำนวย ในส่วนที่เป็นกายาสติปัฏฐาน จากตำหรับตำราที่ได้เล่าเรียนมา โดยเฉพาะได้พิจารณาร่างกายอันเป็นอสุภะโสโครก น่าเกลียด เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ปฏิกูลน่าเกลียดทั้งร่างของตนเองและผู้อื่น จนมีความสามารถแยกร่างกายออกเป็นกอง ๆ เป็นส่วน ๆ ในอาการ ๓๒ จนบางครั้งคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรเลย ข้าพเจ้าชำนาญในกรรมฐานบทนี้เป็นพิเศษ จึงเอาชนะรูปนามของเพศตรงข้ามได้
พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนในหลักสูตรนักธรรมชั้นโท ได้อ่านประวัติของพระพุทธเจ้า และประวัติของพระสาวกบ้าง ยิ่งทำให้เกิดปีติเกิดปสาทะศรัทธาเพิ่มขึ้น เมื่อถึงคราวสอบ ข้าพเจ้าสามารถสอบผ่านได้นักธรรมชั้นโทในปีนั้น
พ.ศ. ๒๔๙๓ ข้าพเจ้าได้สมาทาน เอกาสนิกังคะธุดงค์ คือฉันหนเดียว ตลอดไตรมาสพรรษา ๓ เดือน
พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงพ่อพระครูวัตตกิจอาทร เจ้าอาวาสวัดยางกระเดา และเจ้าคณะตำบลท่าเมือง ได้ถึงแก่มรณภาพ ก่อนท่านจะมรณภาพประมาณ ๑ เดือน ทางวัดและชาวบ้านยางกระเดาได้จัดงานประเพณีบุญเดือน ๖ หลวงพ่อท่านได้ทำบั้งไฟไว้หลายบั้ง แต่บั้งที่ใหญ่หน่อยมีอยู่ ๒ บั้ง ๆ ที่ ๑ หมดดินประสิว ๖ หมื่น บั้งที่ ๒ หมดดินประสิว ๑๐ กิโลกรัม แต่ไม่มีช่าง ข้าพเจ้าเลยรับเป็นช่างเอง ตอนเช้าถึงเวลาจุดบูชา ประชาชนมาพร้อมกัน ข้าพเจ้าเอาบั้งที่หนัก ๖ หมื่นขึ้นจุดบูชา ไม่มีปัญหาเพราะบั้งไฟขึ้นสมใจที่ตั้งไว้ แต่มีปัญหาบั้งสุดท้าย ที่หนัก ๑๐ กิโลกรัมนั้น ไม่มีใครกล้าจุดแม้แต่คนเดียว ตกลงข้าพเจ้าขึ้นจุดเอง สมัยนั้นบั้งไฟจุดหม่อม คือชะนวนจะอยู่ข้างบนตัวบั้งไฟ ข้าพเจ้าใช้กระใต้ (กระบอง) จุดไปที่ชะนวน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ออกห่างไปจากบั้งไฟ ระยะห่างจากบั้งไฟกับตัวข้าพเจ้าห่างกันเพียงช่วงแขนเดียวเท่านั้น ทันใดนั้นบั้งไฟก็ระเบิดขึ้นทันที และระเบิดอยู่กับที่ ยังไม่ได้เคลื่อนออกไปจากฐานเลย ควันไฟคลุ้งตลบไปหมด ข้าพเจ้ามองลงมาข้างล่างก็ไม่เห็นผู้คน คนที่อยู่ข้างล่างก็มองขึ้นไปไม่เห็นข้าพเจ้า ได้ยินเสียงคนร้องระงมไปหมดว่า
เณรเฮืองตายแล้ว เณรเฮืองตายแล้ว ในขณะที่จุดบั้งไฟอยู่นั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ตกใจ ในขณะบั้งไฟระเบิด ข้าพเจ้าก็ไม่ตกใจ และในช่วงที่บั้งไฟระเบิดเป็นประกายไฟลุกท่วมตัวข้าพเจ้า แทนที่จะร้อน กลับรู้สึกเย็นเหมือนถูกพัดลมเป่า เมื่อสร่างควันแล้ว จึงมองเห็นคนและบันได ข้าพเจ้าก็ลงบันได พอไปถึงพื้นเท่านั้น ผู้คนก็กรูกันเข้ามาถามว่า เป็นอย่างไร ๆ ข้าพเจ้าตอบเพียงคำเดียวว่า เย็น เล่นเอาคนทั้งหลายตกตะลึง พอพากันหายจากตะลึง ต่างก็หลีกไปเล่นงานบุญตามปกติ สำหรับตัวของข้าพเจ้านั้น ดำปานตอตะโก ผ้าสบงผ้าอังสะดำหมดใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ตลอดทั้งวันข้าพเจ้ารู้สึกเย็นทั้งใจ ทั้งกาย ตามร่างกายแต่ละจุดหาพุพองเท่าเมล็ดงาก็ไม่มี เส้นผม ขนคิ้ว ขนตาและขนตามร่างกาย แม้แต่ขนเดียวก็ไม่ไหม้ อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลกอีกอย่างซึ่งเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าสมัยนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เป็นแต่คิดว่า เออ อันนี้ก็เป็นอำนาจของเมตตาธรรมอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา
พ.ศ. ๒๔๙๔ หลังจากเสร็จงานฌาปนกิจศพหลวงพ่อเจ้าอาวาสแล้ว ข้าพเจ้าได้ย้ายสังกัดไปอยู่วัดท่าบ่อแบง ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเรียนบาลี โดยมีท่านพระอาจารย์ไพ จนฺทสาโร เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้มอบหมายให้เป็นครูสอนปริยัติธรรม ตลอดถึงงานก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด
พ.ศ. ๒๔๙๖ ข้าพเจ้ามีอายุครบบวชพระ โยมพ่อโยมแม่และญาติ ได้นำมาบวชพระที่บ้านเดิม และได้อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๖ ณ อุโบสถวัดโพธิ์ศรี ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านพระครูภัทรกิจโกศล เจ้าคณะอำเภอเขมราฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการชา โชตโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการประดิษฐ์ เขมวีโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วก็ได้กลับไปอยู่วัดท่าบ่อแบงอีก
พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังจากบวชพระแล้ว ข้าพเจ้าได้เริ่มบำเพ็ญพรตอีก คือฉันวันละครั้งบ้าง ฉันครั้งละ ๗ คำบ้าง บำเพ็ญอยู่ ๕ เดือน จนร่างกายผ่ายผอม ความจำเสื่อม หมอได้ขอร้องให้เลิก ถ้าไม่เลิก จะเป็นอันตรายต่อชีวิต ข้าพเจ้าฝ่าฝืนคำหมอสั่งอยู่พักหนึ่ง อาการยิ่งทรุดลง จึงเลิกแล้วกลับมาฉันตามปกติ และในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๖ นี้เอง จิตใจของข้าพเจ้าเริ่มหันเหหนักไปทางปฏิบัติ โดยมาคิดย้อนหลังวันที่ไปทำสมาธิอยู่ที่อุโบสถวัดยางกระเดา ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า การบวชครั้งนี้ถือว่าเป็นการบวชครั้งสุดท้าย การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารของข้าพเจ้า จะจบลงในชาตินี้
แต่มาคิดอีกแง่หนึ่งว่า ข้าพเจ้ามีราคะกล้ามาก จะทำอย่างไรจึงจะเอาชนะมันได้ ถ้าเอาชนะมันไม่ได้ เราก็บวชอยู่ต่อไปไม่ได้ ตกลงตัดสินใจปฏิบัติกรรมฐาน แต่เกิดความลังเลใจว่า เราจะปฏิบัติกรรมฐานได้อย่างไร เพราะถ้าอยู่กับเพื่อนก็ไม่สะดวก จะอยู่ป่าก็กลัวผี ตกลงตัดสินใจเข้าป่าช้าฝึกตัวเอง เผื่อว่าความกลัวผีจะได้หมดไป โชคดีในวัดมีป่าช้าและเป็นป่าที่รกด้วย สะดวกต่อการฝึกด้วย
วิธีฝึกวันแรก ๑๗.๐๐ น. เศษ ครองจีวรเสร็จแล้วเดินเข้าป่า เดินจงกรม นั่งภาวนา จนดึกสงัด เห็นว่าความกลัวมันลดลงไปบ้าง แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล อธิษฐานจิต แล้วออกจากป่าช้า
เมื่อฝึกอยู่หลายวันเป็นที่พอใจแล้ว วันต่อไปก็เป็น ๑๘.๐๐ น. , ๑๙.๐๐ น. , ๒๐.๐๐ น., ๒๑.๐๐ น. แต่ละครั้งทำอยู่หลายวันจนเป็นที่พอใจ วันสุดท้าย เวลา ๒๒.๐๐ น. พระภิกษุสามเณรตีระฆังสัญญาจำวัดกันแล้ว เตรียมตัวครองผ้าเข้าป่าช้า พอเข้าไปถึงริมป่าช้า ได้ยินเสียงควายวิ่งฝ่าป่าทึบออกมา เสียงดังมาก เลยหยุดยืนฟังเสียงพร้อมกับพิจารณาในใจว่า เอ ควายทำไมมันวิ่งเสียงดังมาก หน้านาแท้ ๆ ทำไมเจ้าของไม่ผูก ปล่อยปละละเลย มันจะไม่ไปกินข้าวในนาเขาหรือ พอมันวิ่งพ้นป่าออกมา เห็นตัวเท่าสุนัขตัวโต ๆ พร้อมกับคิดว่า เอ ทำไมสุนัขตัวเล็ก ๆ มันวิ่งเสียงดังเกินตัว ขณะที่ยืนคิดอยู่ ขาทั้งสองไม่ชิดกัน มันวิ่งผ่านช่องขาทั้งสองเข้าไปในหมู่บ้าน เสียงดังเหมือนม้าวิ่งแข่งกัน และฉุกคิดขึ้นมาอีกว่า เอ สุนัขตัวเล็ก ๆ ทำไมมันวิ่งเสียงดังเหมือนม้าวิ่ง ยืนฟังอยู่จนเงียบเสียง จึงคิดว่า เออ มันไปแล้วก็ดีเราเข้าป่าช้าดีกว่า กำลังจะเดินเข้าป่าช้า ได้ยินเสียงมันวิ่งกลับมาอีก ตอนนี้ยืนเอาขาชิดกันไว้ เผื่อว่าจะไม่ให้มันวิ่งลอดขาอีก พอวิ่งมาถึงมันวิ่งเฉียดขาข้างขวาเข้าป่าช้า เสียงก็เงียบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เลยคิดว่า เออ มันไปก็ดีละ มันก็ไปทางของมัน เราก็ไปทางของเรา จึงได้เข้าไปถึงกลางป่าช้า เดินจงกรมแล้วก็นั่งภาวนา และก็ไม่มีอะไรมารบกวนอีกเลย
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็เริ่มเจริญกรรมฐานในส่วนที่เป็น กายาคตาสติกัมมัฏฐาน จนเกิดสติ สมาธิ ปัญญา สามารถมองเห็นความเป็นจริงของร่างกายและจิตใจ ทำความเพียรอยู่ประมาณ ๑ เดือน เกิดอุปกิเลสจิตอย่างแรงกล้า สามารถอธิบายธรรมะได้พิศดารกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องโมหะ นึกจะอธิบายอยู่ถึง ๑๐ วันก็ยังไม่รู้จบ ชวนะมันเกิดขึ้นตลอดเวลา คล้ายแตกฉานในอรรถ ในธรรม ในปฏิภาณ จนคิดว่า ทำไมหนอจึงเป็นเช่นนี้ เราจะไม่เป็นบ้าไปหรือนี่ ถ้าจะไปหาอาจารย์กรรมฐานแก้อารมณ์ ก็ไม่มีอาจารย์อยู่แถวนั้น ตกลงกัดฟันอดทนต่อสู้กับสภาวะ จนสามารถเอาชนะได้
หลังจากอุปกิเลสสงบลง จิตเกิดพลัง หากว่ามีคนที่มีทิฏฐิมานะกล้า ๆ มาสนทนา มาถามปัญหา เราอธิบายธรรมให้ฟังไม่ถึง ๕ นาที น้ำตาจะคลอเบ้าหรือร้องไห้ พร้อมกับพูดว่า เมื่อก่อนทำไม อาจารย์ จึงไม่พูดให้ฟัง ผมหลงผิดไปมากแล้ว ต่อไปผมจะตั้งใจทำความดี
สมัยนั้น คล้ายกับว่าได้บรรลุธรรมแล้ว จนนึกว่า หลังจากสอบธรรมสนามหลวงแล้ว เราจะขึ้นไปบ้านโปรดโยมพ่อโยมแม่ จะใช้เวลาเทศน์สัก ๑๕ นาที ท่านจะได้รู้แจ้งธรรมะ แต่โชคไม่เข้าข้าง เพราะท่านพระอาจารย์ที่วัดได้บังคับให้พระภิกษุสามเณร ดูหนังสือ เนื่องจากใกล้จะถึงวันสอบธรรมสนามหลวงแล้ว เลยเพลาๆจากการปฏิบัติ สภาวะที่เกิดขึ้นก็ลดลงไป สมาธิก็เริ่มอ่อนกำลังลงตามลำดับ
พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้นเอง ท่านพระอาจารย์ไพ จนฺทสาโร เจ้าอาวาส ได้พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรและ
ญา่ติโยมชาวบ้านสร้างสิมน้ำ (อุทกกุกเขปสีมาหรือโบสถ์น้ำ) ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๖ เมตร สูง ๑๒ เมตร สร้างด้วยไม้ โดยเอาเสาต่อกันขึ้นไป
วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าตอกไม้คอสอง ด้านกว้างอยู่ บังเอิญไม้ที่พาดกันอยู่ตอนนั้น เกิดพลัดตกลง ข้าพเจ้าก็พลอยตกลงไปด้วย โดยเอาศีรษะลงก่อน มือขวาถือเหล็กชะแลง มือซ้ายถือขวาน ขณะตกลงได้ยินเสียงครูอาจารย์พระสงฆ์สามเณรและญาติโยมที่อยู่ข้างล่าง ได้อุทานออกมาพร้อมกันว่า ฮึ แล้วก็เงียบเสียงทั้งหมด เหมือนถูกมนต์สะกด แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความตายนั้น ข้าพเจ้ามีใจเป็นปกติธรรมดา ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นใจ ไม่ตกใจ พร้อมกันนั้น ประโยคแรกที่จิตคิดได้ว่า เรา ตกลงไปนี้ ศีรษะของเราก็จะไปชนกับตอไม้ตะเคียนไฟไหม้ ไม้ที่นั่งอยู่ข้างบนนั้น ก็จะลอยตกตามลงไปกระทุ้ง ประโยคที่สองคิดว่า โอ้ เราเกิดมาชาตินี้ ตายไม่ได้สั่งพ่อสั่งแม่หนอ ประโยคที่สาม คิดถึงภาพยนตร์ ท่าเขากระโดดน้ำ ซึ่งทางหน่วยสอบธรรมสนามหลวง วัดมงคลใน บ้านเหล่าเสือโก๊ก ฉายให้ชมวันสุดท้ายของการสอบ พอนึกได้ ข้าพเจ้าเอาแขนทั้งสองกวักอย่างแรง ทำให้ศีรษะหมุนกลับขึ้นข้างบน เท้าทั้งสองหมุนกลับลงข้างล่าง ตอนนี้รู้สึกตัวเบา ทำให้เพลินเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ พอตัวหมุนตรงได้ที่ เท้าทั้งสองก็ถึงพื้นพอดี พร้อมกับวิ่งออกจากที่ตรงนั้น เพราะนึกได้ว่า ไม้ตัวที่พาดอยู่ข้างบนจะตกลงมากระทุ้ง จริงอย่างนั้น พอข้าพเจ้าวิ่งออกมา ไม้ที่ตกจากข้างบนก็ตกมาแทนที่พอดี แต่โชคดีที่ร่างกายไม่เคล็ดขัดยอก ไม่ช้ำไม่บวม เนื่องจากตอนตกลงจะถึงพื้นนั้น มันรู้สึกนุ่มเหมือนสำลีตกลงจากอากาศ คณะครูอาจารย์ พระสงฆ์ สามเณรและญาติโยมที่อยู่ข้างล่าง คงเห็นภาพประทับใจจนบอกไม่ถูก เห็นว่าข้าพเจ้าไม่เป็นไร ต่างคนต่างได้เครื่องไม้เครื่องมือถือกลับวัด ส่วนพระอาจารย์เจ้าอาวาสเอาผ้าคลุมศีรษะกลับวัดตามศิษย์และญาติโยม แต่แปลกคนทั้งหมดไม่มีใครพูดกัน แม้แต่ข้าพเจ้าผู้ซึ่งตกลงจากที่สูงก็ไม่มีใครวิ่งมาหา และก็ไม่มีใครถาม คงคิดว่าข้าพเจ้าเป็นตัวกาลี ที่ทำให้งานนี้ต้องเสียขวัญ นับตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงบัดนี้ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เลย (งานหยุดชงักไปอาทิตย์เศษ จึงได้มาทำต่อ)
หลังจากสร้างสิมน้ำ (เป็นภาษาอีสาน) เสร็จแล้วพระที่อยู่ด้วยกันชื่อบุญชู มาชักชวนลาสิกขา ไปทำงานเหมืองแร่ที่ปักษ์ใต้ เพื่อนบอกว่า ขายได้กิโลละ ๖๐ บาท วันหนึ่งได้ตั้งหลายกิโล ข้าพเจ้ามีใจคล้อยตามเพื่อน จะลาสิกขาไปด้วยกัน ตัดชุดเตรียมเครื่องนุ่งห่มพร้อม คิดว่าการลาสิกขาครั้งนี้ จะไม่บอกให้โยมพ่อโยมแม่รู้ กลัวท่านจะไม่ให้ลาสิกขา และไม่ให้ไป พอใกล้ถึงวันจะไปจริง ๆ ดูท่าทีของเพื่อนไม่อยากให้ไปด้วย เพราะมีโยมพี่ชายของท่าน มาบอกว่าไม่อยากให้ไปหลายคน ข้าพเจ้าฉุกคิด
ขึ้นมาในใจว่า ทำไมหนอ เพื่อนถึงเป็นอย่างนี้ ไม่ทันไรจะทิ้งกันแล้ว หากว่าไปด้วยกันจริง ๆ จะเป็นอย่างไร เขาจะไม่ทิ้งเราหรือ
เกิดบุรพนิมิต
กลางคืนของวันนั้นเอง เวลาดึกสงัด ข้าพเจ้าปฏิบัตินั่งสมาธิอยู่ เกิดนิมิตขึ้น เห็นท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ท่านถือบัญชีเดินเข้ามาทางประตูทิศใต้ของวัด เพื่อสำรวจผู้มีบุญวาสนาบารมีจะได้บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาได้ตลอดไป พอมาถึงกลางวัด ท่านนั่งลงบนเก้าอี้ วางบัญชีไว้บนโต๊ะ ข้าพเจ้าเดินจากทิศตะวันออก เข้าไปหาท่านนายก แล้วถามว่า พณฯท่านนายก มาที่นี้ด้วยมีธุระอะไร ท่านตอบว่า มาสำรวจหาผู้ที่มีบุญวาสนาบารมี ที่จะได้บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาได้นาน ๆ นี่นา ข้าพเจ้าเลยขอร้องท่านว่า "ถ้าอย่างนั้น ขอท่านได้เมตตา กรุณาตรวจดูชื่อของอาตมาหน่อยซิ มีชื่ออยู่ในบัญชีกับเขาบ้างหรือไม่" เมื่อท่านเปิดดูปรากฏว่า ชื่อของข้าพเจ้ามีอยู่ในบัญชีนั้นด้วย แล้ว พณฯท่านจอมพล ป. ได้พูดกับข้าพเจ้าว่า "เออ ดีละ พระคุณเจ้าเป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีที่จะบวชอยู่ในพระพุทธศาสนาได้นาน ๆ ขอนิมนต์อยู่ต่อไปเถอะ อย่าพึ่งลาสิกขาเลย ทั้งนี้เพื่อจะได้บำเพ็ญบารมีและสั่งสอนญาติโยม ให้รู้แจ้งต่อไป" เท่านั้นละเลิกกัน เมื่อท่านพูดจบ ข้าพเจ้ารู้สึกตัวออกจากสมาธิ ความคิดที่จะลาสิกขาหายไปหมดเหมือนปลิดทิ้งไปกับนิมิตนั้น เหลืออยู่แต่ปี่ติ ความเอิบอิ่มใจและความสุขใจ เครื่องแต่งตัวหรือชุดที่เตรียมไว้ทั้งหมดเพื่อลาสิกขา ได้บริจาคให้คนอื่นหมดทั้งสิ้น
ในปีนั้นเอง ข้าพเจ้าได้ตั้งสัจจะปฏิญญาต่อหน้าพระประธาน โดยมีท่านพระอาจารย์อ่อน เป็นสักขีพยานว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา ๑๕ ปี ข้าพเจ้าจะไม่ลาสิกขาเลย
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ สภาวะแวดล้อมทางครอบครัวบีบบังคับ ข้าพเจ้าคิดจะละสัจจะที่ตั้งไว้แล้ว จะลาสิกขา ตกลงได้ตัดชุดเครื่องแต่งตัวไว้เรียบร้อยว่า จะสึกแน่นอนในปีนี้
บุรพนิมิตครั้งที่ ๓
ก่อนหน้าจะเข้าลาเจ้าอาวาส คืนหนึ่งเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกาเศษ ๆ ข้าพเจ้าได้นั่งสมาธิ เมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ได้เกิดนิมิตขึ้น เห็นปะรำอันกว้างใหญ่สวยงามมาก มีเครื่องประดับประดาตกแต่งมากมาย สวยงามมาก พร้อมทั้งมีสิ่งของต่าง ๆ ครบทุกอย่างอยู่ในปะรำนั้น ต้องการอะไรพร้อมหมด มีพระราชบัลลังก์ประดิษฐานอยู่กลางปะรำ และมีในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงประทับอยู่ ณ ทีนั้นด้วย โดยพระองค์ทรงประทับผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ ข้าพเจ้าเดินเข้าไปทางทิศเหนือของปะรำ เมื่อเข้าไปถึงพระราชบัลลังก์ ข้าพเจ้ายืนทางทิศใต้ของพระราชบัลลังก์ แล้วมองหน้าขึ้นดูในหลวง พร้อมกันนั้นในหลวงได้ทรงตรัสว่า "เออ ดีละพระคุณเจ้ามาถึงแล้ว พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใดในปะรำนี้ ก็หาเลือกเอาตามใจชอบเถิด" ข้าพเจ้าได้หาเลือกเอาของทั่วปะรำ แต่หาของที่ชอบใจไม่มี ผลสุดท้าย ข้าพเจ้าได้เดินไปทางทิศใต้ของปะรำ ไปพบหมากเกลี้ยงสุกผลหนึ่งมีสีเหลืองงาม เกิดชอบใจขึ้นมาทันที เลยยื่นมือขวาไปหยิบเอา แล้วเดินมาหน้าพระราชบัลลังก์ที่ในหลวงทรงประทับอยู่ พระองค์ทรงตรัสกับข้าพเจ้าว่า
"ท่านเคยขับขี่เครื่องบินแล้วหรือยัง" ข้าพเจ้าตอบว่า "ยังไม่เคยขับขี่เลย" พระองค์ทรงตรัส กับข้าพเจ้าว่า "ถ้าอย่างนั้น ขอนิมนต์ท่านไปขับขี่เอา เครื่องบินจอดอยู่ทางทิศตะวันตกของปะรำโน้น" ข้าพเจ้าตอบพระองค์ท่านว่า "ขับขี่ไม่เป็น เอ้า ถ้าอย่างนั้นจะพาไปขับขี่" พระองค์ท่านพาขับขี่เครื่องบินรอบปะรำ ๔ รอบ แล้วนำเครื่องลงจอด เสด็จกลับขึ้นไปประทับบนบัลลังก์ตามเดิม แล้วตรัสว่า "พระคุณเจ้า เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีที่จะบวชอยู่ในพระพุทธศาสนาตลอดไป นิมนต์ท่านอย่าพึ่งลาสิกขา ให้บำเพ็ญบารมี สั่งสอนญาติโยมต่อไป" เท่านั้นละเลิกกัน พอตรัสจบท่านเตรียมจะเสด็จลงจากบัลลังก์ ข้าพเจ้าก็เตรียมจะเดินออกจากปะรำ
ก็พอดีคลายออกจากสมาธิ รู้สึกตัวขึ้นมา ความอยากลาสิกขาหายไปหมดสิ้น มีแต่ความอิ่มเอิบ ชุ่มฉ่ำและมีความสุขใจ เครื่องแต่งตัวที่เตรียมไว้ว่าจะลาสิกขา ก็ได้บริจาคทั้งหมด แม้แต่สตางค์ที่มีอยู่ก็ได้บริจาคหมด ไม่เหลือไว้ ในบ่ายของวันต่อมานั้นเอง
ข้าพเจ้ามีความต้องการที่จะศึกษาธรรมะให้รู้ถ่องแท้ ทั้งด้านปริยัติธรรมและด้านปฏิบัติล้วน ๆ โดยเฉพาะด้านปฏิบัติ ในสมัยนั้นหาครูอาจารย์ที่จะแนะนำสั่งสอนมีน้อยมาก ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติกรรมฐานตามที่ได้เล่าเรียนมา ในหลักสูตรของนักธรรมชั้นเอก ด้วยตนเองเป็นส่วนมาก โดยไม่มีครูอาจารย์ช่วยแนะนำ ได้ปฏิบัติโดยลำพัง แต่การปฏิบัติได้ผลเกินคาด เพราะยิ่งปฏิบัติไปเท่าไร จิตใจยิ่งมีความละเอียดอ่อน ซาบซึ้งในรสของพระธรรมมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ข้าพเจ้าอยากจะศึกษาด้านวิปัสสนาธุระมากขึ้น
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เข้าอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาวนาราม อำเภอเมือง อุบลราชธานี เป็นการเปิดอบรมปีแรก มีหลวงพ่ออาสภะเถระ เป็นประธานอำนวยการ ได้อบรมอยู่เป็นเวลา ๒ เดือน ผลของการอบรมวิปัสสนา ไม่เป็นที่พอใจ จึงได้ลาออกจากสำนัก พร้อมด้วยคณะครูอาจารย์จำนวน ๔ รูป กับข้าพเจ้า ได้เข้าพักอยู่ที่อ่างฮัง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างภูจันทร์กับภูเขาขาม นานเป็นเดือน ๆ ต้องประสบกับอุปสรรคนานาประการ ทั้งพวกสัตว์ร้าย พวกเทวดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ พวกอมนุษย์ รบกวนอยู่ตลอดเวลา
ข้าพเจ้าได้ปพฤติปฏิบัติในบทของพระกรรมฐานอย่างเคร่งครัด มีการสำรวมระวังจิตให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าฝ่าฝืนแม้แต่สิกขาบทเล็กๆน้อยๆ จึงสามารถเอาชนะข้าศึกทั้งปวงได้ แต่อนิจจา..เพื่อนทั้ง ๓ ที่อยู่ด้วยกัน ได้ถึงแก่มรณะกรรมด้วยอำนาจของไข้มาเลเรีย เนื่องจากบริเวณป่าแห่งนั้น มีเชื้อมาเลเรียชุกชุมมาก ยาที่จะรักษาก็หายาก ต้องใช้ยาสมุนไพร ผลสุดท้ายต้องเสียเพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมไป
แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น ได้ฝึกจิตใจให้พร้อมในการที่จะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ได้มอบกาย มอบใจ พร้อมทั้งชีวิต ต่อพระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ต่อพระสงฆ์ แม้ว่าจะตายในชั่วโมงนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้ ก็ยอมตาย แต่จะไม่เลิกละการปฏิบัติเป็นเด็ดขาด
เมื่อข้าพเจ้าได้ปลงภาระแล้ว อุปสรรคทุกสิ่งทุกอย่างก็หมดปัญหา สามารถเอาชนะตัวเองและอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่า สถานที่อยู่ไกลจากหมู่บ้าน การบิณฑบาตไม่สะดวก จึงตัดจากการบิณฑบาต อาศัยฉันหัวเผือกหัวมัน ที่โยมมาถวายไว้ และอาศัยการฉันใบไม้ตามป่า เป็นภัตตาหารวันละมื้อ จนทำให้ร่างกายซูบผอม จะเดินไปไหนมาไหนก็ลำบาก เดินไปประมาณ ๑๐ เมตร ต้องหยุดพักเอาแรง
เช้าวันหนึ่ง หลังฉันภัตตาหารเสร็จ ข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมาว่า ตายเร็วแต่ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษเป็นที่พอใจ กับตายช้าแต่ว่าได้บรรลุคุณวิเศษและได้ทำกิจพระศาสนา อะไรจะดีกว่ากัน ตกลงตัดสินใจเอาอย่างหลัง ตั้งแต่วันนั้นมา ก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาเรื่อย ๆ
ค่ำวันหนึ่ง ประมาณ ๑๘ นาฬิกาเศษ ข้าพเจ้าได้ทำสมาธิ จนสามารถถอดจิตออกจากร่างไปเมืองนรก เมื่อไปถึงสถานที่มีบริเวณกว้างขวาง มองสุดลูกหูลูกตา เขาบอกว่าเป็นสถานที่พิพากษาคนทำบุญทำบาป ในขณะนั้น ข้าพเจ้ามองไปดูสถานที่นั้น เห็นผู้คนรอพิพากษาโทษเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ข้าพเจ้ามองดูแล้ว สลดหดหู่ใจมากที่สุด คือข้าพเจ้ามองไปด้านทิศตะวันตกของศาลาพันห้อง เห็นสบง จีวร สังฆาฏิ ของพระภิกษุ สามเณร กองพะเนินกันขึ้น สูงเพียงปลายพร้าวปลายตาล กองผ้าเหมือนกับภูเขา ขณะนั้นข้าพเจ้าคิดว่า โอ้..อนิจจา บวชเป็นพระเป็นเจ้าแล้ว ก็ยังมาตกนรกอยู่หนอ ยังไม่พ้นนรกหนอ ทำอย่างไรหนอ เราจะพ้นจากนรก
ในสถานที่นี้ มีเรื่องอัศจรรย์ใจอยู่ว่า พระที่จะเข้ารับการพิพากษาโทษที่นี้ พอไปถึงสถานที่ สบง จีวร สังฆาฏิ จะเลื่อนลอยออกจากร่างกาย แล้วเลื่อนลอยขึ้นไปซ้อนกับผ้าจีวร ที่มีอยู่ก่อน และพร้อมกันนั้น ก็จะมีผ้าขาวลอยมาสวมกายแทน แล้วจึงจะได้รับการพิพากษา หากว่าไม่มีโทษที่จะไปสู่อบาย ก็จะกลับไปสู่สุคติภพ เช่น เป็นพระอายุยังไม่ถึงฆาต ก็จะกลับมาเมืองมนุษย์อีก ผ้าสบง จีวร สังฆาฏิ ก็จะเลื่อนลอยมาสวมกาย พร้อมกันนั้น ผ้าขาวที่สวมกายอยู่ก่อน ก็หายไป พระรูปนั้นก็จะถูกส่งกลับเมืองมนุษย์อีก เพราะอายุยังไม่ถึงฆาต
ข้าพเจ้าดูเหตุการณ์ในสถานที่แห่งนี้จนเป็นที่พอใจ ทั้งเปิดดูประวัติของตัวเองที่ถูกบันทึกไว้ในบัญชี ว่าเราพ้นจากนรกแล้ว หรือว่าจุติแล้วจะมาตกนรกอยู่อีก เมื่อเปิดดูการทำบุญทำบาปแล้ว ก็มา บวกลบคูณหารกันว่า เออ เรานี้ได้ทำบุญมากกว่าทำบาป คงจะไม่ตกนรกแน่ อยู่ในสถานที่นี้ จนเป็นที่พอใจจึงหันหลังกลับ ก็ถึงที่แล้ว ใช้เวลาในการกลับมา ประมาณลัดนิ้วมือเดียว คือเร็วเหมือนความคิด รู้สึกตัวคลายออกจากสมาธิ ตรวจดูนาฬิกา เป็นเวลา ๑๓ ชั่วโมงพอดี
การอยู่ป่าของข้าพเจ้า ผ่านมาเป็นเวลานานพอสมควร แต่ไข้มาเลเรียยังไม่หาย จึงกลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านโยมพ่อโยมแม่ เมื่ออาการไข้หายเป็นปกติแล้วชาวบ้านอีเติ่งได้นิมนต์ ให้อยู่จำพรรษา ที่วัดโคกสว่าง บ้านอีเติ่ง ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ข้าพเจ้ารับนิมนต์
วันหนึ่งชาวคณะวัดและบ้านนาชุมใต้ ได้จัดงานบุญประจำปี (บุญมหาชาติ) ได้นิมนต์ข้าพเจ้าไปเป็นช่างทำหอตักบาตรสวรรค์ให้ ข้าพเจ้ารับนิมนต์ หอสวรรค์นั้นสูง ๑๒ เมตร ขณะที่ตอกตะปูอยู่ บังเอิญบันไดขั้นสุดท้ายหลุด ข้าพเจ้าอยู่ในท่านั่งห้อยขา แต่ว่าเวลาตกลงมา ข้าพเจ้านั่งท่าพับเพียบ เหมือนนั่งรับแขก มือขวาถือขวาน สำหรับตอกตะปูวางอยู่เข่าขวา มือซ้ายถือตะปูวางอยู่เข่าซ้าย ตอนนั้นข้าพเจ้ามีใจเป็นปกติ ไม่ตกใจ ไม่กลัวตายอะไรทั้งนั้น เวลาตกลงมา มันเพลินเบาเหมือนกับปุยฝ้ายหรือสำลีลอยลงมา แต่ชวนะจิตมันเร็วมาก นึกได้ว่า เราตกลงไปนี้จะไปถูกกับตอกุงที่อยู่ข้างล่าง พอนึกขึ้นได้ จึงเอี้ยวตัวไปข้างซ้าย ร่างกายก็เลื่อนตามไปพร้อมกับตกถึงพื้นพอดี
เช้าวันนั้น ผู้คนมาทำพิธีเปิดงาน มาถวายภัตตาหารเช้าเกือบร้อย ต่างเฮโลวิ่งมาหา ต่างคนก็ต่างวิ่ง พร้อมกับถามว่า เป็นอย่างไร ๆ ขณะนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยนับถือกัน รักกันสมัยเข้าโรงเรียน วิ่งเข้ามาหาจนลืมตัว ยื่นแขนทั้งสองเข้ามาจะโจมรักแร้สั่น พร้อมถามว่า เป็นอย่างไร ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่เป็นไรดอก พร้อมนั้นข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปห้องน้ำเพื่อไปเบา คนทั้งหลายที่กุลีกุจอวิ่งเข้ามาหา เมื่อเห็นข้าพเจ้ายืนขึ้นและไม่เป็นอะไร ต่างตกตะลึงเหมือนถูกมนต์สะกด โดยเข้าใจว่า ข้าพเจ้ามีฤทธิ์เหาะได้
หลังจากช่วยงานวัดนาชุมใต้แล้ว ข้าพเจ้ากลับวัดเริ่มทำความเพียรต่อ จนเป็นที่พอใจในทางสมถะ เมื่อเห็นว่าได้บำเพ็ญเพียรมาสมควรแล้ว ก็คืออยากทดลองดูว่า จิตนี้มีอำนาจ มีพลัง มีอานุภาพ เหมือนตำรากล่าวไว้จริงไหมหนอ ใคร่ครวญกลับไปกลับมาว่า เราจะทดลองวิธีไหนก่อนหนอ ฉุกคิดขึ้นมาว่า ขณะนี้เราจะทำบุญบวชนาคอยู่ ๒ นาค แต่เงินยังไม่มี เอ เราทดลองเรื่องนี้ก่อนดีกว่า บาปก็คงไม่บาปมากดอก เพราะเราเอามาทำบุญ
วันหนึ่งมีโยมมาสนทนาธรรม ข้าพเจ้าก็เริ่มทดลองโดยเอาวัตถุมงคลมาให้โยม แล้วบอกว่าให้เป็นของขวัญโยม เรื่องสะตุ้งสตางค์ไม่ว่ากระไรดอก (ปากพูด) แต่ขณะนั้นนึกแล้วว่า วัตถุมงคลนี้ อาตมาขอโยม ๖๐๐ บาท เพื่อจะเอาไปซื้อบริขารบวชนาค ขอให้โยมบอกมาเดี๋ยวนี้ว่า จะถวาย ๖๐๐ บาท เรานึกในใจพร้อมกับทำใจให้สงบเป็นปกติ ไม่กี่นาทีโยมก็พูดขึ้นมาพร้อมกับยื่นปัจจัยถวาย ๖๐๐ บาท ถ้าคนไหนมีเงินมาก เราก็เอา ๑,๐๐๐ บาท ทดลองกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ ไม่นานก็ได้เงินซื้อเครื่องบริขารบวชนาค พร้อมถวายพระ ค่าอาหาร ค่ามหรสพ และอื่น ๆ
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำอีก และไม่คิดจะทำ แต่หันไปทดลองอย่างใหม่ บางครั้งโยมมาหาเรา เรานึกให้เขาร้องไห้ เขาก็จะร้องไห้ และในขณะที่เขาร้องไห้อยู่นั้น เรานึกให้เขาหัวเราะ เขาก็จะหัวเราะ เรานึกให้ร้องไห้และหัวเราะ เขาก็จะร้องไห้และหัวเราะสลับกันไป.
บางครั้งเราเอายาขี้ผึ้งบริบูรณ์ทาที่ตาของเรา แต่เรานึกให้คนนั้นคนนี้แสบตา ร้องทุรนทุราย เขาก็จะเป็นตามที่เรานึก บางครั้งเราเอานวด (สีผึ้ง) สีที่ริมฝีปากของเรา พร้อมนึกในใจ ให้คนโน้น คนนี้เหนียวริมฝีปาก ร้องทุรนทุราย เขาก็มีอาการตามเรานึก บางที พระเณรมันซน เราสั่งให้ยืนตากแดดอยู่ ๓ ชั่วโมง อย่ากระดุกกระดิก ก็ยืนอยู่ที่นั้นตามสั่ง.
บางครั้งสามเณรนอนตื่นสาย เราสั่งให้นอนต่อ ๓ ชั่วโมง ใครมาปลุกก็อย่าพูด อย่าลุกขึ้นมา ก็จะเป็นตามสั่ง บางครั้งเวลาทำงาน พระภิกษุ สามเณรไม่มาช่วยกัน รูปไหนไม่มา เราก็สั่งให้นั่งลืมตาอยู่นั้น ๕ ชั่วโมง ใครมาถามก็อย่าพูด เขาก็จะเป็นไปตามนั้น.
สรุปแล้วว่า เรานึกอย่างไร สั่งอย่างไร ก็จะเป็นไปตามนั้นทุกอย่าง จนพระภิกษุ สามเณรกลัว ชาวบ้านบางคนก็พูดว่า ข้าพเจ้าเป็นพระยาปากเข็ด (พูดศักดิ์สิทธิ์ หรือมีวาจาศักดิ์สิทธิ์) บางคนก็พูดว่า ข้าพเจ้าสามารถเหยียบแผ่นดินเดื่อง (แผ่นดินเอียง)
เรื่องการทดลองพลังจิตนี้ ข้าพเจ้าให้เวลาทดลองอย่างนั้น อย่างนี้อยู่ราว ๖ เดือน เมื่อรู้ว่าจิตมีพลัง มีอำนาจ มีอานุภาพ ตามที่ท่านกล่าวไว้ในเรื่องกสิณจริง นับแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ ( ๙ กันยายน ๒๕๔๐) ก็ไม่ได้ทดลองอีก และไม่คิดที่จะทดลองตลอดชีวิต ฯ
พิเศษ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กึ่งพุทธกาลนี้ นอกจากการปฏิบัติพระกรรมฐานแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นอนุสรณ์ และแล้วความคิดเกิดเป็นความจริงขึ้นมา คือข้าพเจ้าสอบนักธรรมชั้นเอกได้และท่องพระปาฏิโมกข์ เพียง ๑๒ วันก็จบ แล้วได้ขึ้นแสดงด้วย
พ.ศ. ๒๕๐๑ หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอเขมราฐ ส่งให้ไปปฏิบัติกิจพระศาสนา เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ที่วัดสว่างโพธิ์ศรี บ้านหัวนา ตำบลหัวนา อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
ปีนี้นอกจากเป็นครูสอนนักธรรมแล้ว ยังได้ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเคร่งครัดและติดต่อกัน นั่งอยู่ก็ต้องกำหนดภาวนา ยืน เดิน นอน สรงน้ำ ดำน้ำ ถ่ายหนัก ถ่ายเบา พูดคุย ฉัน ดื่ม ก็ต้องกำหนดภาวนา ทำความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้ทำเช่นนั้น
มีเรื่องอยู่ว่า พระภิกษุ ๒ รูปคือ เจ้าอาวาส กับรองเจ้าอาวาส วันหนึ่งคณะญาติโยมวัดใกล้เคียงกัน ไปนิมนต์พระมาจำพรรษาที่วัด ทางเจ้าอาวาสรับไว้ วันหลังมาได้สั่งให้รองเจ้าอาวาสไปอยู่ที่วัดซึ่งโยมมานิมนต์ รองเจ้าอาวาสไม่ไป ตกลงเจ้าอาวาสไปเอง ผลที่ตามมาเจ้าอาวาสเจ็บใจ ไม่พอใจ และผูกพยาบาท อาฆาต จองล้างจองผลาญ ก่อกรรมก่อเวรรองเจ้าอาวาส โดยไปว่าจ้างหมอฝั่งลาวมาใส่ของ รองเจ้าอาวาสได้มาพึ่งข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าช่วยป้องกันให้
ครั้งแรกเขาปล่อยกระดูกไก่ซึ่งทำเป็นหุ่น เคียน(พัน)ด้วยฝ้ายเหลือง ฝ้ายแดง ทำเป็นปีกด้วยเทียนผึ้งสด ๒ เล่ม ส่วนปลายของกระดูกไก่ข้างหนึ่ง ตัดให้เพียง(เสมอ)กันเป็นธรรมดา อีกข้างหนึ่ง ฝนเป็นคมปากปลาฉลาม มีว่านกระจายติดตรงกลาง สำหรับเป็นพาหะนำไป ปล่อยมาครั้งแรกไม่ถูก กระทบกับแป้นกระดานตกลงพื้น ยังไม่สิ้นฤทธิ์ ยังหมุนอยู่ ได้เก็บใส่ขวดโหลไว้
หลังจากนั้นก็ปล่อยว่านหัวบ่วมมา แต่ไม่ถูก (ไม่โดน) ได้เก็บไว้เหมือนเดิม หลังจากนั้นมาไม่กี่วัน ได้ปล่อยก้นขวดแม่โขง โดยฝนเป็นสามเหลี่ยม เคียนด้วยฝ้ายเหลือง ฝ้ายแดง ทำเป็นปีกด้วยเทียนผึ้งสดสองเล่ม มีว่านกระจายติดไว้ตรงกลาง เพื่อเป็นตัวพาหะพาไป.
ครั้งนี้ปล่อยมาในขณะขี่ม้าอยู่ หุ่นได้เวียนรอบม้าจนม้าวิ่งไปไม่ได้ ในเสี้ยววินาทีวิกฤตนั้นเอง หุ่นได้วิ่งชนอานม้าด้านหลัง ทะลุหนัง ทะลุไม้โครงอานม้าติดอยู่กับโครงเหล็ก จึงหมดฤทธิ์ ได้เก็บใส่ขวดโหลไว้
อีกไม่กี่วัน ได้ปล่อยหุ่นที่เป็นสปริงท้ายอานรถจักรยาน (สปริงเบาะ) แขวนด้วยว่านหัวบ่วม ติดด้วยว่านกระจาย ปล่อยมาเวลาเที่ยง แต่บังเอิญหุ่นจะหมดฤทธิ์ ได้แปรสภาพเป็นค้างคาวตัวโต ๆ บินปรี่เข้ามาใส่ จึงเอาผ้าอาบปัดป้องกันตัว ค้างคาวตกถึงพื้น กลายเป็นสปริงอานท้ายรถจักรยาน ได้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย บางครั้งก็เสกรากไม้ เสกยาเป็นงูพิษไว้ เพื่อให้มาฉกมากัด พอเห็นแล้วคิดว่าเป็นงูจริง ๆ แต่เมื่อเสื่อมฤทธิ์ ก็กลายเป็นรากยา (รากไม้มีพิษ)
เขาได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตลอดพรรษา แต่ด้วยพลังจิตที่ได้อบรมปฏิบัติมา ทำให้ข้าพเจ้ารู้ทันเหตุการณ์ทุกอย่าง และป้องกันได้ทุกครั้ง หมอเขาทำอะไรไม่ได้ ได้มาท้าข้าพเจ้าถึงกุฏิที่พักอยู่ว่า พระน้อยองค์นี้ มันจะแน่ขนาดไหน เดี๋ยวจะจัดการขั้นเด็ดขาดมันเลย หลังจากนั้นมาไม่นาน เขาก็ประกอบพิธีบังฟัน เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดและครั้งสุดท้ายด้วย แต่อาศัยพลังจิตทำให้ข้าพเจ้ารู้ทันเหตุการณ์ จึงให้คณะญาติของรองเจ้าอาวาสและคนเคารพ ไปทำลายพิธีเขา จนเขากลัวลุกเดินออกจากพิธีไป ทั้งเจ้าอาวาสและโยมที่ว่าจ้างมา ได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง แต่ทำอะไรไม่ได้ หลังจากออกพรรษาแล้ว ต่างคนก็ต่างไป จนบัดนี้ยังไม่ทราบว่าเขาไปไหน และอยู่ที่ใด
พอออกพรรษาได้ไม่กี่วัน นายจันทร์ ซึ่งอยู่บ้านใกล้เคียงกับบ้านที่ข้าพเจ้าพำนักจำพรรษาอยู่ จะมาฆ่า โดยเข้าเข้าใจผิดว่า ข้าพเจ้าไปชอบภรรยาเขา เขาเลยเอาผ้าอาบน้ำพันมีดโต้ปลายแหลม มานั่งรออยู่ที่หน้าห้องของข้าพเจ้า เพราะตอนนั้นข้าพเจ้าไม่อยู่ไปธุระ พอข้าพเจ้าเข้าห้องมาก็รู้ทันทีว่า นายจันทร์ จะมาฆ่า จึงพูดขึ้นว่า พ่อจันทร์เอ้ย เจ้าอย่าคิดฆ่าอาตมาเถิด อาตมาไม่ได้คิดเป็นชู้ เป็นแฟนกับภรรยาของเจ้าดอก แต่ภรรยาเจ้ามาถวายภัตตาหารเช้า ภัตตาหารเพลแล้วไม่รีบกลับ ไปคุยกับพระนั้นเณรนี้ จนทำให้ทางบ้านเข้าใจผิด เขาได้ยกมือท่วมหัวว่า สาธุ..หากครูบาอาจารย์ไม่พูดความจริงให้รู้ วันนี้ผมฆ่าท่านแน่ นี้ดูซิผมเตรียมมีดมาพร้อมแล้ว เขาคลี่ผ้าอาบน้ำที่พันมีดไว้ออกมาให้ดู ข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมาว่า ที่ข้าพเจ้าไม่ถูกฆ่าวันนี้เพราะอำนาจพลังจิต ที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม และพูดความจริงแท้ ๆ โอ้..อนิจจาโลกนี้ ช่างสับสนวุ่นวายเชียวหนอ...
พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้ย้ายมาอยู่วัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดอยู่ประจำถึงปัจจุบันนี้ ในพรรษาแรกแทบจะเอาตัวไม่รอด ถูกพวกคันถะ(เป็นชื่อที่พวกเขาเรียกกันเอง)ที่เป็นภูมิ ซึ่งพากันอยู่ในเขตวัดกับเขตรั้วของชาวบ้านต่อกัน มารบกวน มารังควานอยู่เสมอ บางครั้งแปลงเป็นสุนัขจะมากัดมาทำร้าย บางครั้งก็ปิดประตูทัน บางครั้งปิดประตูไม่ทัน มันกรูเข้าไปในกุฏิจะทำร้าย ต้องใช้ไม้เรียวเฆี่ยนมันจึงวิ่งหนี
บางทีแปลงเป็นหญิงสาวจะมาคร่อม มานอนทับตัวข้าพเจ้า บางครั้งปิดประตูทัน บางครั้งปิดประตูไม่ทัน มันก็ผ่านประตูเข้าไป ข้าพเจ้าต้องเอาหวายเฆี่ยน มันกลัว วิ่งหนี บางทีข้าพเจ้าต้องตามไปถึงหน้าโบสถ์ ภาพของพวกคันถะซึ่งมาในรูปของผู้หญิงก็หายไป เป็นอยู่อย่างนี้ซ้ำๆ ซากๆ นานเกือบเป็นเดือน
บางครั้งแปลงเป็นนกแสก (ภาคอีสานเรียก นกผีพาย) มาจับอยู่ที่โคมไฟเพดานกุฏิ ซึ่งเป็นเวลากลางวันแสกๆ ข้าพเจ้านอนหงายมองดูพร้อมคิดว่า นกตัวนี้มันเข้ามาได้อย่างไร ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่นั้น มันก็บินถลาลงจากโคมไฟเข้าไปในทรวงอกของข้าพเจ้า ทำให้เจ็บปวด จิตใจอ่อน คล้ายจะเป็นบ้า พอข้าพเจ้ากำหนดภาวนาว่า รู้หนอ ๆ ๆ มันก็กระโดดออกจากร่างของข้าพเจ้าไป
บางวันข้าพเจ้าลงฉันที่ศาลาการเปรียญ มองเข้าไปใต้โต๊ะหมู่บูชา เห็นพังพอนมันวิ่งไปวิ่งมา วอกแวก ๆ อยู่ ก็คิดขึ้นมาว่า เอ๋ พังพอนตัวนี้ มันมาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร กำลังข้าพเจ้าจ้องดูนั้นแหละ มันกระโดดเข้าไปในทรวงอกของข้าพเจ้า ทำให้เจ็บทำให้ปวด ทำให้หัวใจอ่อน ข้าพเจ้าคิดว่าครั้งนี้ เราคงตายแน่หรือ มิฉะนั้น ก็คงกลายเป็นโรคหัวใจอ่อน เป็นบ้า พร้อมกันนั้นก็ได้กำหนดภาวนาว่า รู้หนอ ๆ มันจะดิ้นตึงตัง ๆ ออกจากร่างข้าพเจ้าไป บางครั้งข้าพเจ้าทำวัตรสวดมนต์เจริญภาวนาอยู่ มันจะเอาฉากหรือท่อนไม้โต ๆ มากระทุ้งแป้นกระดานฝาแอ้มกุฏิ ตรงโต๊ะหมู่บูชาอย่างแรง ทำเอากุฏิสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง
พวกคันถะมันรบกวนอยู่อย่างนี้ตลอดพรรษา จนทำให้คิดว่าคงอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ออกพรรษาแล้วคงจะได้ย้ายออกจากวัดนี้ไปอยู่ที่อื่น คงอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ แต่ก็มาคิดพิจารณาทบทวนย้อนหลังอีกทีว่า เราเคยเจออุปสรรคมามากมายหลายต่อหลายครั้งแล้ว ร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง ขึ้นเขาลงห้วย เราเคยเอาชนะมาหมดแล้ว ทำไมจะมายอมแพ้เอาง่าย ๆ
คิดไปคิดมาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เอ เรายังไม่ได้เอาพุทธาวุธ (กรณียเมตตสูตร) ออกมาใช้ หลังจากวันนั้นมา ก่อนทำวัตรค่ำ ข้าพเจ้าได้เดินสวดกรณียเมตตาสูตรรอบวัด วันละ ๓ รอบบ้าง ๒ รอบบ้าง รอบเดียวบ้าง ท้ายทำวัตรหรือก่อนนอนก็สวดทุกวัน หลังจากพุทธาวุธออกมาใช้ ทำให้เอาชนะพวกคันถะ ๆ ยอมแพ้ พร้อมกันมามอบตัวรับใช้ นับแต่วันนั้นมาเราจะนึกใช้พวกคันถะไปทำอะไรก็ได้ตามใจนึก บางทีพระสงฆ์สามเณร หรือชาวบ้าน ไปทำอะไรที่ไม่ดีมา มันก็มารายงานว่า พระรูปนั้นทำอย่างนี้ สามเณรรูปนี้ทำอย่างนั้น โยมคนนั้นทำอย่างนั้น เป็นต้น จนโยมชาวบ้านวิพากวิจารณกันว่า ข้าพเจ้ามีตาทิพย์
สรุปแล้วว่า เราจะใช้พวกคันถะทำอะไร เรื่องไหน ได้ทุกอย่าง ที่เล่ามาไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นเอง เป็นเรื่องที่ประสบมา และไม่ใช่เรื่องนั่งเข้าสมาธิเข้าฌานดู แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและรู้กันในขณะที่เราอยู่อย่างธรรมดาๆนี้เอง เหมือนกับเรานั่งพูดนั่งคุยกันอยู่ตามปกติ แต่ว่าไม่มีคนอื่นรู้เห็นด้วย เมื่อก่อนที่จะมาอยู่ที่วัดนี้ พวกคันถะนี้จะดุร้ายมาก ในสมัยนั้นมีพวกพ่อค้าเดินทางมาขายของเช่น ขายฆ้องหรือ ขายสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้ามาพักแรมค้างคืนที่วัด มักจะนอนไหลตายกันบ่อย ๆ และตายกันไปหลายศพด้วย จนพวกพ่อค้าทั้งหลาย ไม่กล้ามานอนพักแรมค้างคืนที่วัด โดยถือกันว่าเป็นวัดที่มีผีดุมาก เนื่องเพราะว่า ตอนข้าพเจ้ามาอยู่แรก ๆ มีพวกพ่อค้าเมืองเรณูนคร มาขายผ้า ก็เคยมาพักและนอนไหลตายที่วัดนี้ด้วย แต่ต่อมาได้ซื้อที่และขยายเขตวัดออกไป พวกคันถะอยู่ไม่ได้ จึงพากันลาหนีไปอยู่ที่อื่น
อยู่ต่อมา พวกเขาได้วกกลับมาเยี่ยม เมื่อมาครั้งแรกทำให้สามเณรวารี ช็อกไปเกือบไม่ฟื้นขึ้นมา
มาเยี่ยมครั้งที่ ๒ ทำให้แม่ชีเขี่ยมเป็นบ้า ครั้งที่ ๓ ตรงกับช่วงที่ข้าพเจ้าเข้าไปปฏิบัติธรรมในห้องกรรมฐาน เป็นเวลา ๙ วัน ก่อนไปได้สั่งพระภิกษุสามเณรไว้ว่า ๙ วันนี้ จะไม่ยุ่งกับโลกภายนอก หากว่าโยมพ่อโยมแม่ตาย ก็อย่าไปบอก มีอะไรจะต้องจัดต้องทำ ให้พากันทำไปเลย หลวงพ่อออกจากห้องกรรมฐานมา จึงจะจัดการทีหลัง เจ้าคันถะได้โอกาส มาทำให้แม่ชีเขี่ยมเป็นบ้าอีก พระภิกษุสามเณรที่อยู่ข้างนอกโดยมีท่านหลวงปู่อ้วน เป็นประธาน พากันช่วยรักษาไม่หาย เพราะมันไม่กลัว หลวงปู่อ้วนเอายาระงับประสาทให้กินครั้งละ ๘ - ๑๐ เม็ด ก็ยังไม่ยอมนอน ไม่หาย พอถึงวันที่ ๘ ก่อนออกจากห้องกรรมฐานหนึ่งวัน แม่ชีเขี่ยมมีอาการหนักมาก ท่านหลวงปู่อ้วนได้ไปขอร้องให้ข้าพเจ้าออกมา ข้าพเจ้าไม่ออกมาและได้บอกหลวงปู่ว่า ผมได้ตั้งสัจจะไว้แล้ว อย่าให้ผมต้องเสียสัจจะเลย ผมรู้มันหมดแล้วละปู่ ออกไปผมจะไปเหยียบมันเป ๆ เลย ท่านหลวงปู่ผิดหวังกลับออกมา
ค่ำวันนั้น หลังจากทำวัตรแล้ว นั่งสมาธิ พวกคันถะมันพากันกรูเข้าไปจะทำร้ายข้าพเจ้า ตนหนึ่งแปลงร่างเป็นเสือ ตนหนึ่งแปลงร่างเป็นสุนัขตัวโต ๆ ดุร้ายมาก กรูเข้ามาจะทำร้าย ข้าพเจ้านึกในใจว่า พวกมึง เข้ามาเลย กูไม่หนีมึงแม้แต่ก้าวเดียว เหมือนถูกมนต์สะกด คันถะทั้งสองยืนตกตะลึงตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ พอได้สติขึ้นมา พวกมันพากันวิ่งกระโดดข้ามกำแพงไป ส่วนแม่ชีเขี่ยมก็หาย ในขณะที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ออกมาจากห้องกรรมฐานเลย พอตกถึงตอนเช้าจึงได้ออกมา
หมายเหตุ พวกอมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพวกเทพ พวกเทวดา พวกปีศาจ พวกเปรต พวกอสุรกาย เป็นต้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องพูดด้วยปาก เพราะเรานึกในใจ เขาก็รู้ เขานึกเราก็รู้ แต่จิตของเราต้องมีอำนาจ ตั้งมั่นอยู่ในระดับเดียวกัน หรือสูงกว่าเขา จึงจะรู้กันได้
กรณีพิเศษ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นั้น ได้เป็นประธานพาพระภิกษุสามเณรและญาติโยม สร้างอุโบสถที่อดีตเจ้าอาวาสสร้างไว้ยังไม่เสร็จ ได้ตัดหลังปั้นกระเบื้อง มุงหลังคา ค่ำวันหนึ่งหลังจากเลิกงาน สรงน้ำเสร็จแล้ว นั่งสมาธิประมาณ ๑๐ นาที จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิขาดความรู้สึกไป พอรู้สึกตัวขึ้นมา ข้าพเจ้าอยู่เทวโลกชั้นดาวดึงส์แล้ว ได้เห็นวิมานของเทวดาทั้งหลาย แต่มีวิมานหลังหนึ่งสวยสดงดงามมาก ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดา มีประกายระยิบระยับสวยงามมาก หาที่ติไม่ได้ มีเทวดาองค์หนึ่งรักษาอยู่ ข้าพเจ้าถามว่า วิมานใหญ่โตรโหฐานสวยงามถึงขนาดนี้ ทำไมไม่มีเจ้าของ เทวดาตอบว่า ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาไว้ให้เจ้าของเขา เจ้าของเขายังไม่มา ยังสร้างโบสถ์อยู่ ข้าพเจ้ามองลงมาเมืองมนุษย์ เห็นพระภิกษุสามเณร กำลังพากันทำงานสร้างโบสถ์อยู่ บ้างก็ปั้นกระเบื้อง บ้างก็ผสมปูน บ้างเก็บกระเบื้อง เป็นต้น ข้าพเจ้านึกในใจว่า โอ้..การสร้างอุโบสถนี้ ได้บุญได้อานิสงส์ถึงปานนี้เชียวหรือ ข้าพเจ้าอยู่ในเทวโลกชั้นนั้นพอสมควรแล้ว ก็คิดจะกลับ พอหันหน้ากลับก็รู้สึกตัวคลายออกจากสมาธิ มองดูนาฬิกาได้ ๑๒ ชั่วโมงพอดี
พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๔ ข้าพเจ้าได้ประพฤติปฏิบัติกรรมฐานทั้งสมถะและวิปัสสนา อย่างเคร่งครัด มีจิตสำรวมระวังมากขึ้นกว่าเดิม พยายามทำจิตใจให้สงบตั้งมั่นแน่วแน่อยู่เสมอ ผลที่ได้ไม่เป็นที่พอใจ เป็นแต่แตกฉานในเรื่องนิมิต เรื่องความฝันต่าง ๆ และแตกฉานรู้เรื่องพลังของต้นไม้ ซึ่งในสมัยนั้น
ถ้ามีใครมาเล่าเรื่องนิมิต เรื่องความฝันให้ฟัง ข้าพเจ้าจะรู้ทันทีว่า มันเป็นอย่างไร เป็นเพราะอะไร มีอะไรเป็นเหตุให้เกิดนิมิตฝันเช่นนี้ เหมือนกับเห็นมาแล้ว
ในเรื่องพลังของต้นไม้นี้ก็เหมือนกัน มันจะเห็นต้นไม้และพลังของต้นไม้ เป็นตัวเป็นตนเหมือนคน เหมือนกับเราเห็นร่างกายและจิตใจ หรือเหมือนกับเราเห็นคนและเงาของคน ข้าพเจ้าได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า ก็เรื่องอย่างนี้นี่เอง ในครั้งพุทธกาลนั้น มีบุคคลบางจำพวก เห็นว่าต้นไม้มีวิญญาณ ถ้ามีคนไปตัดไปทำลายมัน ๆ ก็จะรู้จักเจ็บปวดเหมือนกัน แต่ว่ามันพูดไม่ได้ พูดไม่เป็น ซึ่งในการรู้พลังของต้นไม้นี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะทำให้เกิดความรู้ ความฉลาด หมดความเคลือบแคลงสงสัย ได้เกล็ดความรู้เป็นกรณีพิเศษ
พ.ศ. ๒๕๑๕ ข้าพเจ้ามีปณิธานจิตแน่วแน่ ในอันที่จะสอนธรรมะภาคปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานให้ได้ แต่ก็ยังมีความกังวลใจอยู่ เพราะการปฏิบัติของตัวเองยังไม่เป็นที่พอใจเท่าที่ควร ในพรรษานั้นเอง ข้าพเจ้าได้ปลดปล่อย ได้ปลงภาระทุกสิ่งทุกอย่างเข้าปฏิบัติ ในการปฏิบัติครั้งนี้ ได้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน โดยตั้งปณิธานจิตอย่างแน่วแน่ อธิษฐานจิตนึกเอาแผ่นดินทั้งแผ่นให้แข็งเหมือนเพชร เมื่อใดแผ่นดินซึ่งแข็งเหมือนเพชรไม่ละลายเป็นน้ำไป หากว่าธรรมะชั้นสูงที่ยังไม่เกิด ไม่บังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าเป็นที่พอใจ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมเลิกการปฏิบัติเป็นเด็ดขาด แม้ชีวิตจะตายไปในวันนี้ ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ และในวินาทีนี้ ก็ยอมตาย แต่จะไม่เลิกละการปฏิบัติเป็นเด็ดขาด
ด้วยปณิธานจิตอันแน่วแน่ที่ได้ตั้งไว้ จึงเป็นพละวะปัจจัยให้การปฏิบัติ การบำเพ็ญเพียรของข้าพเจ้า ได้สำเร็จผลเป็นที่พอใจ คือ
ครั้งที่ ๑ ปฏิบัติอยู่ ๕ วัน การปฏิบัติก็ผ่านไปได้
ครั้งที่ ๒ ปฏิบัติอยู่ ๗ วัน การปฏิบัติก็ผ่านไปได้
ครั้งที่ ๓ ปฏิบัติอยู่ ๑๙ วัน การปฏิบัติก็ผ่านไปได้
ครั้งที่ ๔ ปฏิบัติอยู่ ๘๒ วัน การปฏิบัติก็ผ่านไปได้
หลังจากผ่านการปฏิบัติไปดีแล้ว ข้าพเจ้าเกิดความอ่อนใจ ท้อใจ ในการที่จะสอนวิปัสสนากรรมฐาน โดยคิดว่า ธรรมะภาคปฏิบัตินี้ละเอียดมาก ยากที่คนจะปฏิบัติตามได้ และเกรงว่า เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นอะไรไปจะแก้ไขไม่ได้
แต่ด้วยความรักงานประเภทนี้ จึงได้ตัดสินใจในอันที่จะสอนให้คนอื่นรู้บ้าง แล้วตกลงสอนพร้อมกับบันทึกการสอนประจำวันไว้ด้วย เมื่อลงมือสอนก็เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะบางคนมาปฏิบัติ ๓ วัน ก็ได้ผล บางคน ๕ วัน บางคน ๗ วัน บางคน ๑๕ วัน บางคน ๓๐ วันก็ได้ผล แล้วแต่บุญวาสนาบารมีของแต่ละบุคคล
บุรพนิมิตที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะลงมือสอนธรรมะภาคปฏิบัติในขณะที่อยู่ในสมาธิ มักจะเกิดนิมิตขึ้นมาบ่อย ๆ ว่า มีพระมาบอกให้ไปรับพัดที่กรุงเทพมหานคร แต่ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่ไป ผลสุดท้ายมีพระมหาเถระผู้ใหญ่ทางกรุงเทพมหานคร นำพัดมามอบให้ที่วัด ข้าพเจ้าดูแล้วเป็นพัดวิปัสสนา พอคลายออกจากสมาธิ ก็นึกได้ว่า เราเคยได้บำเพ็ญบารมีในทางวิปัสสนามาแล้ว การสอนวิปัสสนาของเรา คงจะได้ผล จึงได้ตัดสินใจสอนวิปัสสนาเรื่อยมา
แต่มาคิดอีกแง่หนึ่งว่า ผลของการปฏิบัติวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไร คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นด้วย รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น จึงมาดำริในการที่จะสอนสมถกรรมฐานควบกันไปด้วย หลังจากนั้นมา เวลาอยู่ในสมาธิ จะเกิดนิมิตขึ้นบ่อย ๆ ว่า มีพระมาบอกให้ไปรับพัดที่กรุงเทพมหานคร ข้าพเจ้าได้บอกพระว่า จะไปรับพัดอย่างไร เพราะพึ่งรับพัดมาไม่นานนี้เอง ไม่ไปดอก แต่ผลสุดท้ายก็มีพระมหาเถระทางกรุงเทพมหานครนำพัดมามอบให้ที่วัด ข้าพเจ้ารับแล้วอ่านดูเป็นพัดสมถะ พอรู้สึกตัวคลายออกจากสมาธิ ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า เรานี้ได้บำเพ็ญบารมีมาทั้งในด้านวิปัสสนา ทั้งในด้านสมถะ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป การสอนวิปัสสนาและสมถะจะได้ผล แล้วข้าพเจ้าก็ได้เริ่มทำการสอนกรรมฐานทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ส่วนผู้มาปฏิบัติ จะได้รับผลอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่บุญวาสนาบารมีของแต่ละบุคคล และกาลเวลาที่เอื้ออำนวยให้ประกอบกันด้วย สำหรับผลการสอนกรรมฐานทั้งสมถะและวิปัสสนา จัดว่าอยู่ในขั้นเป็นที่พอใจ
เปรียบเทียบบุรพนิมิต
บุรพนิมิตที่เห็น พณฯท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาสำรวจหาผู้มีบารมีที่จะได้บวชอยู่ในพระพุทธศาสนา ในวันที่ข้าพเจ้าจะลาสิกขาครั้งแรก แล้วท่านบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีบุญบารมี จะได้บวชอยู่ในพุทธศาสนาได้นาน ๆ แล้วท่านนิมนต์ข้าพเจ้าไว้ไม่ให้ลาสิกขา หมายถึงบารมีที่เราได้เคยบำเพ็ญมาแล้ว มาเป็นแรงกระตุ้นไว้ ห้ามไว้ ไม่ให้ลาสิกขา
สำหรับบุรพนิมิตเห็นปะรำอันกว้างใหญ่สวยงามมาก มีเครื่องตกแต่งประดับประดามากมาย มีสิ่งของต่าง ๆ ครบทุกอย่างอยู่ในปะรำนั้น ไม่ว่าจะต้องการสิ่งใด อะไร มีพร้อมหมด และมีพระราชบัลลังก์ประดิษฐานอยู่ตรงกลางของปะรำ มีในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์นั้นด้วย โดยพระองค์ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ ข้าพเจ้าเดินเข้าไปทางทิศเหนือของปะรำ เมื่อไปถึงพระราชบัลลังก์ ข้าพเจ้ายืนทางทิศใต้แล้วมองขึ้นดูในหลวงท่าน พร้อมกันนั้นในหลวงท่าน ตรัสว่า เออ..ดีละ พระคุณเจ้ามาถึงแล้ว พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใดในปะรำ นิมนต์เลือกหาเอาตามใจชอบเถิด ข้าพเจ้าเดินหาของที่ชอบใจทั่วปะรำ หาสิ่งที่ชอบใจไม่มี ผลสุดท้ายได้เดินไปทางทิศใต้ของปะรำ ไปพบหมากเกลี้ยงสุกผลหนึ่ง มีสีเหลืองคล้ายสีจีวร ชอบใจถือเอาไว้ แล้วเดินมาที่พระราชบัลลังก์ ซึ่งในหลวงทรงประทับอยู่ พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า พระคุณเจ้าเคยขี่เครื่องบินแล้วหรือยัง ข้าพเจ้าถวายพระพรตอบว่า ยังไม่เคยขับขี่ พระองค์ตรัสอีกว่า ถ้าอย่างนั้น นิมนต์ท่านไปขับขี่เอาเครื่องบินที่จอดอยู่ทางทิศตะวันตกของปะรำนั้น ข้าพเจ้าถวายพระพรตอบว่า ขับขี่ไม่เป็น ในหลวงจึงนำข้าพเจ้าขึ้นเครื่องพาบินวนรอบปะรำ ๔ รอบแล้วจึงลงจอด พระองค์ท่านเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์อีก ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ให้อยู่บำเพ็ญบารมี อบรมสั่งสอนศิษย์และญาติโยมต่อไป
นิมิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ยังไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องอะไร เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ผ่านไปดีแล้ว จึงชะเง้อมองกลับมาพิจารณาย้อนหลัง จึงทราบได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ว่า ของที่มีอยู่ในปะรำทั้งหมด หมายถึงบุญบารมีที่เราได้บำเพ็ญมาเต็มบริบูรณ์แล้ว พระราชบัลลังก์นั้น หมายถึง ศีล สมาธิ ในหลวงรัชกาลที่ ๔ หมายถึง อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ หมากเกลี้ยงสุกมีสีเหลืองสวยสดงดงาม หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความหมดจดของจิตใจ เครื่องบินที่ขึ้นขี่รอบปะรำ ๔ รอบ หมายถึง วิปัสสนาญาณ ๑๖ ซึ่งต้องเกิดขึ้นครบ ๔ รอบ จึงจะประหารอาสวะกิเลส เครื่องเศร้าหมองให้หมดจดลงได้โดยสิ้นเชิง ฯ
หลักการสอน
เมื่อผลของการศึกษาและการปฏิบัติของข้าพเจ้า เป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็ได้เริ่มแนะนำสั่งสอนศิษย์ที่เป็นพระภิกษุสามเณร ตลอดถึงญาติโยมชาวบ้าน ให้มีโอกาสเวลาได้ประพฤติปฏิบัติธรรมะ ทั้งสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้สอนควบคู่กันไป ถ้าชั่วโมงปฏิบัติมีน้อย ก็จะสอนสมถกรรมฐานก่อน แล้วค่อยสอนวิปัสสนาต่อภายหลัง แต่ถ้าชั่วโมงปฏิบัติมีมาก จะสอนวิปัสสนาก่อนแล้ว ค่อยสอนสมถะกรรมฐานต่อภายหลัง
ในด้านสมถะกรรมฐาน ก็จะสอนจะฝึกให้ชำนาญในวสีทั้ง ๕ สามารถเข้าสมาธิได้ ๑ ชั่วโมง ๒ , ๓, ๖, ๑๒, ๒๔, และ ๓๐ ชั่วโมง ส่วนจะเข้าได้มากหรือได้น้อยนั้น ขึ้นอยู่ที่บุญบารมีของผู้ปฏิบัติ
ในด้านอภิญญาจิต ก็ได้สอนทิพพโสตอภิญญา ทิพพจักขุอภิญญา ปรจิตตอภิญญา ปุพเพนิวา-สานุสสติญาณ และจุตุปาตญาณ เป็นต้น เฉพาะเรื่องอภิญญานี้ ได้พิจารณาเลือกสอนเป็นราย ๆ ไป คือไม่ได้สอนทั่วไปทั้งหมด เพราะต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่า ผู้นี้ได้เคยบำเพ็ญบารมีมา สามารถยังอภิญญาจิตให้เกิดขึ้นได้ไหม ถ้าได้จึงสอนให้
เมื่อสอนเรื่องอภิญญาจิตแล้ว ก็พิจารณาดูอีกว่า เรื่องอภิญญาจิตนี้เป็นเรื่องลี้ลับ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก บุคคลธรรมดาทั่วไปไม่สามารถรู้ได้ หากเอามาสาธิตให้คนอื่นได้ดูได้ชม ก็ไม่สามารถหรือยากที่จะรู้ตามเห็นตามได้ แต่กลับจะไม่มีคนเขาเชื่อถือ ซ้าจะหาว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน หลอกลวงชาวโลก เป็นเรื่องโกหกไร้สาระ อวดอุตตริมนุสสธรรม ข้าพเจ้าจึงหันมาฝึกวิธีที่ง่าย คือให้คนหนึ่งนั่งหลับตา เอาผ้าขาวมาพับ ๕ - ๖ ชั้นเพื่อปิดตา แล้วนั่งสมาธิอ่านหนังสือให้ดู ให้ชม หรือให้ผู้ใดผู้หนึ่งมานั่งข้างหน้าหรือหาสิ่งของเช่น แจกัน เป็นต้น มาวางไว้ข้างหน้าของผู้ที่เอาผ้าปิดตานั้น ในระยะห่างพอสมควร คือห่างประมาณ ๒-๓ เมตร แล้วให้เขาเพ่งดู เขาก็จะเห็นและบอกได้ถูกต้อง ทุก ๆ อย่างที่เอามาวางไว้ข้างหน้านั้น
การฝึกวิธีนี้ ก็ไม่ยากจนเกินไป หากผู้ใดได้เคยบำเพ็ญบารมีมาก็ฝึกได้เร็ว แต่ถ้าหากไม่เคยได้บำเพ็ญบารมีมา แม้จะฝึกเป็นปี ๆ ก็ไม่สำเร็จ เหตุนั้น ก่อนฝึกเราต้องพิจารณาดูก่อนว่า เขาจะฝึกได้หรือไม่ได้ การที่ฝึกและมีการสาธิตเช่นนี้ ก็เพื่อปลูกศรัทธาของผู้ปฏิบัติ หรือผู้อยากปฏิบัติ ทั้งเป็นการทรมานคนที่มีทิฏฐิมานะ เป็นกุศโลบายของการสอนอีกแผนกหนึ่ง
ครั้นต่อมาได้สังเกตและพิจารณาดู ผู้ที่ได้รับการฝึกอภิญญาจิต ที่ยังไม่ผ่านมรรคญาณ ผลญาณ จะทำให้เกิดทิฏฐิมานะ เอาไปใช้ในทางที่ผิดต่อคำสอน ผิดต่อพระธรรมวินัย เป็นต้น เหตุนั้น นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จึงไม่รับฝึกรับสอนให้จนกระทั่งทุกวันนี้ (๑๒ กันยายน ๒๕๔๐)
อนึ่ง พ.ศ. ๒๕๑๕ นั้นเอง ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ข้าพเจ้าได้กล่าวคำสัจจปฏิญญาณตน ท่ามกลางครูบาอาจารย์ พระภิกษุสามเณรและญาติโยม ที่มาแสดงมุทิตาจิตเป็นจำนวนมาก โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูเขมราฐเมธี เจ้าคณะอำเภอเขมราฐในขณะนั้น เป็นประธาน
ข้าพเจ้าได้กล่าวคำปฏิญญาณตนว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตอยู่ในเพศพรหมจรรย์ จะไม่ลาสิกขาตลอดชีวิต ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. เพื่อช่วยสืบอายุพระพุทธศาสนา เท่าที่ความสามารถจะทำได้
๒. เพื่อบำเพ็ญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
๓. เพื่อตอบสนองอุปการคุณของบิดา มารดาและญาติโยม ที่ให้ความอุปการะ
๔. เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ ธุระ ของครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ในการบริหารงานพระศาสนา เต็มความสามารถ ตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เท่าที่สามารถจะทำได้
ภาคผนวก
วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ อาพาธเป็นไข้ไทฟอยด์อย่างหนัก เข้าโรงพยาบาลเขมราฐ หมอพิสูจน์โรคไม่ถูก ตัดสินว่า ข้าพเจ้าเป็นไข้มาเลเรีย จึงจัดการเข้าน้ำเกลือและฉีดยาควินินซัลเฟตลงในน้ำเกลือ เมื่อเข้าน้ำเกลือ ๆ ไม่ยอมไหล เพราะโลหิตแข็งตัวอุดตัน ตัวข้าพเจ้าดำคล้ำเหมือนถูกไฟไหม้ ข้าพเจ้าได้ขอร้องหมอให้ยกน้ำเกลือขึ้นสูง ๆ และเปิดน้ำเกลือไว้ให้เต็ม แช่ไว้อย่างนั้นแหละ จะไหลหรือไม่ไหลช่างมัน แช่ไว้ประมาณ ๑๕ นาที โลหิตละลาย น้ำเกลือเริ่มไหล เมื่อเข้าน้ำเกลือเสร็จถอดเข็ม เหมือนดังว่าข้าพเจ้าอยู่คนละโลก ประสาททุกส่วนดับหมด เสียงก็ไม่ได้ยิน แต่ใจยังพอมีความรู้สึกอยู่หน่อยหนึ่ง จึงพิจารณาว่า วันสุดท้ายของการปฏิบัติวิปัสสนา ได้พิจารณาถึงอายุสังขารว่า จะอยู่ได้เท่านั้นปี เท่านี้ปี แต่บัดนี้ทำไมหนอ จึงจะมามรณภาพกลางคัน พิจารณากลับไปกลับมา ก็ทราบว่ายังไม่ตาย แต่ถ้าขืนอยู่ที่นี้ต่อไปอีกจะตาย เพราะหมอให้ยาไม่ถูกกับโรค
ในช่วงนั้น ข้าพเจ้าเหมือนสุนัขบ้า ลุกได้ นั่งได้ ยืนได้ เดินได้ ขึ้นบันไดได้ ลงบันไดได้ ซึ่งเมื่อก่อนนี้นอนอยู่กับที่ จะลุกก็ต้องพยุง แต่บัดนี้ พูดเก่ง ข้าพเจ้ารู้ตัวเองว่าไข้ขึ้นสูง จนถึงกับเป็นบ้า จึงบอกโยมที่ติดตามว่า หลวงพ่อจะกลับ ใครอยากอยู่ก็อยู่ แต่หลวงพ่อจะกลับ พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปหารถ ขึ้นรถสั่งให้โซเฟอร์ออกรถพากลับทันที คนที่ติดตามต่างพากันวิ่งขึ้นรถ ตลอดทางข้าพเจ้าพูดคนเดียว
พวกญาติและโยมชาวบ้านเข้าใจว่า ข้าพเจ้าหายแล้ว ต่างก็พากันกลับหมด เมื่อโยมกลับหมดแล้ว จึงใช้ให้สามเณรที่อุปัฏฐากไปตามหมอประจำมา บอกว่า คุณหมอ ขณะนี้ไข้มันขึ้นสูงถึงที่แล้วนะ จะจัดการอย่างไรก็จัดการเลย คุณหมอตอบว่า ไม่เป็นไรดอกหลวงพ่อ ตายก็ตายวันนี้ละ ถ้าพ้นวันนี้ไปไม่ตายดอก หมอจึงฉีดยาให้ ประมาณ ๓๐ นาทีเกิดช็อค (ตายคืน) รู้สึกตัวขึ้นมาไม่ถึง ๑๐ นาที ช็อก(ตาย)ไปอีก รู้สึกตัวขึ้นมา ได้พูดกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า ตอนนี้ ถ้าลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ในถิ่นต่าง ๆ คิดถึงเรา ก็คงจะพากันฝันถึงเรา ในขณะเดียวกันนั้นก็ได้พูดกับหมอว่า คุณหมอ หัวใจมันหยุดทำงานไปสองครั้งแล้วนะ พูดจบ หมอยื่นมือมาจับชีพจรพร้อมกับพูดว่า หัวใจหยุดเต้น เป็นจังหวะเดียวกันกับวินาทีที่ข้าพเจ้าขาดความรู้สึกไป มารู้สึกตัวขึ้นมา คุณหมอฉีดยากระตุ้นหัวใจเสร็จพอดี แต่ข้าพเจ้าหมดกำลังแล้ว จะพลิกตัวจะเคลื่อนไหว จะพูด ทำไม่ได้ เพราะหัวใจมันจะหยุดทำงาน มันจะชัก มีแต่นอนลืมตาอยู่เฉย ๆ แต่ภูมิใจ ดีใจว่า ธรรมะที่ได้ปฏิบัติมาได้ประโยชน์ตอนนี้ เพราะว่าตอนนี้หากเรามีความหวั่นใจ กลัวตาย ห่วงนั้นห่วงนี้ พะวงหน้าพะวงหลัง เราคงไม่ฟื้นแน่ คงตายไปเลย และในขณะนั้น ก็รู้ว่า แม่ตาย คนนั้นตาย คนนี้ตาย เพราะมันเป็นอย่างนี้เอง หากเราไม่ได้ประสบด้วยตนเองก็คงไม่รู้
เวลา ๒๔ นาฬิกาเศษ เกิดช็อค(ตาย)ไปอีก ๒ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาหมดสภาพ มีแต่นอนลืมตาดูเฉย ๆ กระดุกระดิกและพูดไม่ได้แล้ว พอถึงตอนเช้า ๖ นาฬิกาเศษ เกิดชักอย่างแรง ข้าพเจ้าคิดว่า โอ้..มันม้างขันธ์ทั้ง ๕ แล้วหรือนี่ (ม้างแปลว่าทำลาย) ขันธ์ ๕ มันจะแตกดับแล้วหรือนี่ แต่ใจเฉย ๆ ไม่หวั่นไหว ใจเป็นปกติดี ในช่วงที่ร่างกายหมดสภาพสงบแน่นิ่งอยู่กับที่ ๖-๗ วัน มีแต่ดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะที่ลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยม มาขอขมาโทษ มาขอบุญขอคุณ เพราะต่างคนก็คงคิดว่าข้าพเจ้าคงถึงคราวมรณภาพแล้ว พออาการไข้ได้หายไปแล้ว ต้องฟักฟื้นอยู่นานเป็นเดือนจึงเข้าสู่สภาพปกติ
พ.ศ. ๒๕๒๒ ตอนเช้าวันหนึ่ง ข้าพเจ้าเอาเตาฟู่น้ำมันก๊าดซึ่งเติมน้ำมันไว้เต็มพอดี จุดเพื่อจะต้มน้ำร้อน ชงโอวัลตินดื่ม และให้ทันกับรถประจำทางจากหมู่บ้าน เข้าตัวอำเภอเขมราฐ เพราะว่ารถจะออกก่อนฉันเช้า พอดีกำลังนั่งดูกาต้มน้ำซึ่งกำลังเดือดอยู่นั้น เตาฟู่เกิดระเบิดขึ้นอย่างแรง ไฟลุกท่วมกุฏิที่อยู่ ข้าพเจ้านั่งอยู่กลางเปลวเพลิง แต่รู้สึกไม่ร้อน จึงคิดว่า เอ้อ..ไฟนี้มันก็ยังรักเราอยู่หนอ ในขณะนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและแม่ชีที่มีอยู่ในวัด ได้ยินเสียงระเบิดของเตาฟู่ และเห็นเปลวเพลิงกำลังลุกโชติช่วงอยู่ ต่างก็วิ่งมาที่เดียวกัน แล้วหาน้ำมาสาดใส่ไฟเพื่อจะดับให้ได้ ตอนนั้นข้าพเจ้ายังนั่งเฉยอยู่ที่เดิมกลางเปลวเพลิง จึงบอกว่า อย่าเอาน้ำสาด เพราะน้ำมันมันฟูมันลอย จะทำให้ไฟยิ่งลุกแรงเพิ่มขึ้นอีก ให้เอาดินสาดใส่ พูดจบต่างคนก็ต่างเอาดินสาดเข้าใส่ไฟ ข้าพเจ้าทนดินที่ถูกสาดใส่ไม่ไหวจึงลุกขึ้น เดินออกจากไฟ ซึ่งในขณะนั้นไฟยังลุกท่วมตัวของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงรวบจีวรที่ห่มอยู่นั้น ม้วนเป็นลูกกลม ๆ แล้วโยนไว้ใต้โต๊ะรับแขก และยังมีไฟลุกท่วมจีวรอยู่ด้วย เมื่อไฟดับหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงให้สามเณรเอาจีวรมาคลี่ดูว่า ไฟไหม้ไหม สามเณรประมาณ ๔-๕ รูป ตอบขึ้นพร้อมกันว่า ไม่ไหม้ครับ หลวงพ่อ ช่วยกันมาดูผม ดูขนคิ้ว ดูขนตา ดูตามแขน ตามร่างกาย ซิว่าไฟไหม้ไหม ไม่ไหม้ครับหลวงพ่อ ตอบขึ้นพร้อมกัน โอ้..ไฟมันไม่มีหัวจิตหัวใจ มันก็ยังรู้จักรักเราอยู่หนอ หลวงพ่อพูดขึ้น
วันนั้น ข้าพเจ้างดไม่เข้าเขมราฐ ร่างกายยังปกติดี ทุกส่วนไม่พอง ไม่ถูกไฟไหม้ กลับเย็นชุ่มฉ่ำอยู่ทั้งวัน ในขณะเตาฟู่ระเบิดเกิดไฟไหม้ ข้าพเจ้าเฉย ๆ ไม่ตกใจ ไม่กลัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องเช่นนี้ สุดวิสัยที่คนธรรมดาจะรู้ได้ เดาได้ว่า มันเป็นเพราะอะไร แต่ข้าพเจ้ารู้ว่า อันนี้เป็นอานิสงส์ของการเจริญเมตตา และพลังจิตที่มั่นคง หนักแน่นไม่หวั่นไหว ฯ
วันที่ ๑๐ เดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เส้นโลหิตในโพรงจมูกแตกอย่างแรง ซึ่งวันนั้น หลังจากทำวัตรค่ำแล้ว พวกเด็ก ๆ พากันมาลงวัด ทำวัตร สวดสรภัญญะ ข้าพเจ้าได้พูดกับเด็ก ๆ ว่า ใครมาลงวัดวันนี้ ให้ลงชื่อในสมุดเยี่ยมไว้ทุกคน ข้าพเจ้าได้หยิบสมุดมาให้ ๒ เล่ม พวกเด็กๆ ก็พากันลงชื่อในสมุดเยี่ยม และในตอนนั้น ข้าพเจ้าคิดอยากดื่มเป๊ปซี่ จึงบอกสามเณรว่า น้อย..หลวงพ่ออยากดื่มเป๊ปซี่ เอามาให้ดื่มหน่อยซิ เอาแบบธรรมดาไม่ต้องแช่เย็น แล้วสามเณรก็นำมาถวาย พอดื่มเข้าไปเท่านั้นแหละ เส้นโลหิตในโพรงจมูกโปร่งออกมาและแตก หมอประจำสถานีอนามัย ในหมู่บ้าน พากันจัดการปฐมพยาบาล จนหมดความสามารถ โลหิตก็ยังไม่หยุดไหล วัดความดันแล้วไม่มีเลย ลูกศิษย์ทั้งหลาย จึงช่วยกันหามขึ้นรถไปโรงพยาบาลเขมราฐ หมอจัดการเอาสำลีชุบน้ำยาอุดจมูกทั้งสองไว้ โลหิตหยุดไหล แต่หารู้ไม่ว่า โลหิตมันกลับไหลลงไปในกระเพาะและลำไส้ เวลาประมาณตี ๑ - ๒ โลหิตมันเน่า เกิดเจ็บท้องอย่างหนัก ช็อก(ตาย)ไป ๒ ครั้ง พอฟื้นขึ้นมา ระบบขับถ่ายได้ถ่ายโลหิตออกมาจนหมด ร่างกายจึงเริ่มเข้าสู่สภาพปกติ
การช็อคครั้งนี้ ข้าพเจ้ามีใจไม่หวั่นไหว ไม่กลัวตาย ฯลฯ กลับภูมิใจ ดีใจว่า ถ้าเราไม่ได้ประสบด้วยตนเอง ก็จะไม่รู้อย่างนี้ ที่หลวงปู่รูปนั้นรูปนี้ ท่านเข้าห้องน้ำแล้วช็อค หรือมรณะในห้องน้ำ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะนักปฏิบัติ จะมีใจเข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว แต่ร่างกายหมดสภาพ ทานไว้ไม่ได้จึงเป็นเช่นนั้น
ช่วงสุดท้ายของประวัติ
ข้าพเจ้าได้เขียนประวัติมาเพื่อสนองเจตนารมณ์ ในที่ประชุมของคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย โดยสังเขปกถา คิดว่าพอเป็นทิฏฐานุคติเครื่องเตือนใจไม่มากก็น้อย ก่อนจบก็ขอฝากข้อคิดไว้บางสิ่งบางประการ ว่า
เราเกิดมา และได้มีศรัทธา มีโอกาสมาบวชในพระศาสนา ขออย่าได้ประมาท ให้เอาใจใส่ในการฝีกการฝน การอบ การรม ตนเองให้ดี ให้คล่องแคล่ว ชำนิชำนาญ เพื่อจะได้มีกำลังใจต่อต้านกับอารมณ์ดี อารมณ์ชั่ว อันจะเกิดขึ้นกับการดำเนินวิถีชีวิต
การฝึกนั้น มี ๒ อย่าง คือ
๑. ฝึกด้วยบุพพภาคมรรค ได้แก่ การลงมือปฏิบัติ ทั้งในส่วนที่เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นภาวนา ทั้งสมถและวิปัสสนา และข้อปฏิบัติอันสมควรอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินวิถีชีวิต
๒. ฝึกด้วยอำนาจอริยมรรค ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน